ภาพสะท้อนกระจกแบบหันข้างไม่มองกระจก

ภาพสะท้อนกระจกแบบหันข้างไม่มองกระจก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

ภาพถ่ายเทคนิคสุดงาม ที่อาศัยการจัดกรอบเป็นหลักเพื่อให้ภาพดูมีอะไรมากขึ้น ภาพแนวนี้เป็นการถ่ายที่ต้องการการเซ็ตฉากเยอะๆหน่อย เพราะจริงๆแล้ว เราจะเห็นภาพที่ถ่ายด้วยเทคนิคนี้กับงานถ่ายแบบจ๋าๆเลย ซึ่งมันมีความเป็นการเซ็ตอย่างมาก เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเกิดจากการถ่ายเล่นลงโซเชียลนั้นอาจจะดูโอเวอร์กันเกินไปซะหน่อย แต่ถ้าลงจริงๆแล้ว ก็ต้องบอกเลยว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจดีมากๆ

การถ่ายแนวนี้จำเป็นต้องมีการใช้เทคนิคด้านการแต่งภาพด้วยนะ  เพื่อให้ภาพดูออกมาเป็นแนวถ่ายแบบจริงจัง ก็แล้วแต่คนแหละ เอาเป็นว่าภาพสไตล์นี้ไม่ค่อยมีคนถ่ายลงโซเชียลละกัน ถ้าอยากจะเป็นคนริเริ่มความแปลกใหม่ ก็จัดได้เลย ระวังถ้าถ่ายออกมาได้ดีจัด จะทำให้คนอื่นนึกว่าเป็นการถ่ายงาน แล้วมาจ้างได้นะ ฮ่าๆ

การถ่ายแบบนี้นั้น เราจจะเน้นไปทุกส่วนของภาพเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่ตัวแบบเหมือนอย่างเทคนิคอื่น ร่วมทั้งจุดสนใจภาพนั้นจะถูกกระจายออกไปทั่วกรอบของภาพ ทำให้เราต้องคิดเยอะทั้งภาพเลยล่ะ อย่างแรกคือ พนังที่ใช้ติดกระจกนี้ ต้องเป็นผนังที่สวยหรือมีความเข้ากับโจทย์และตีมของการถ่ายภาพ ต้องเข้ากับขอบกระจกและชุดของตัวแบบด้วย ฉะนั้นแล้วแค่ผนังก็ยากที่จะหาได้แล้วล่ะ ส่วนมากที่จะพร้อมถ่ายได้คงต้องเป็นสตูดิโอที่เขาจัดมุมถ่ายไว้แล้วซะมากกว่า ผนังต้องมีความไม่ธรรมดา ทั้งสีและรวดราย เอาเป็นว่าไม่ใช่ผนังบ้านปกติที่เราอยู่หรอก

ต่อมาก็กระจก ต้องมีขอบกระจกที่เหมาะกับผนังอย่างมาก ทั้งรูปแบบและเฉดสีต้องพอดีกัน ไม่ใช่ไปคนละทาง ที่ยากอีกอย่างก็คือเงาสะท้อนในกระจกเงา ที่เป็นฉากด้านหลังนั้น จะต้องมีเฉดโทนและรูปแบบเข้ากับผนังติดกระจกด้วยเช่นกัน ทำให้เป็นเหมือนโลกอีกใบที่เหมือนกัน ดั่งโลกคู่ขนานนั้นเอง สุดท้ายแล้วตัวแบบต้อง จัดองค์ทรงเครื่องให้ได้เข้ากับโจทย์ด้วยเช่นกัน

จากนั้นแล้วก็ยืนหน้ากระจกได้เลย ให้เห็นทั้งตัวแบบจริงและตัวแบบสะท้อนอย่างชัดเจน จากนั้นแล้วก็เป็นเรื่องไม่ยากนักล่ะ ก็เพียงแค่หามุมมองที่ไม่ได้มองในกระจก และตากล้องต้องดูให้แน่ใจว่าเป็นมุมที่ตัวแบบดูสวย สิ่งสำคัญอีกอย่างของภาพสไตล์นี้คือ ต้องใช้ค่ารูรับแสงที่มากพอทำให้ภาพชัดทุกส่วน จะแสดงถึงความเป็นโลกคู่ขนานได้ดี สุดท้ายที่ตัวตากล้องควรคำนึง ก็คือการจัดกรอบให้พอดี ซึ่งอันนี้จะเน้นทั้งภาพ ดังนั้นแล้วต้องให้ความสำคัญทั้งภาพด้วย

 

ขอบคุณ  Gclub ฟรี 100  ที่ให้การสนับสนุน

การกินเจ

 เทศกาลกินเจ เป็นเทศกาลของคนจีน เเต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะคนไทยอย่างเราก็มีเชื้อสายจีน โดยเทศกาลกินเจนั้นจะเริ่มในเดือนตุลาคุมเป็นต้นไป เทศกาลถือศีลกินเจคือ ไม่กินเนื้อสัตว์ เเต่จะกินพวกมังสวิรัติเเทน โดยจะมีการล้างท้องก่อน การกินเจมีประโยชน์มาก เชื่อว่า หลายๆคนคงรู้อยู่เเล้ว การกินเจ เป็นการถือศีลทำบุญ ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ กินเเต่ผัก

ซึ่งมันก็ได้บุญอย่างเเรง เพราะงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลดการทำลายชีวิตของสัตว์ หันมากินผักเเต่ละชนิด เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกาย เเละการถือศีลทำบุญ ประโยชน์ของการกินเจ มีดังนี้ 

1.ทำไห้สุขภาพเเข็งเเรง การกินผักนั้นทำไห้สุขภาพเเข็งเเรง เเละเป็นการช่วยเหลือชีวิตสัตว์ต่างๆไห้พ้นจากความตาย

 2.ลดการตายของสัตว์ เช่น หมู เป็ด ไก่ เป็นต้น การกินเจ ถือว่าเป็นความเชื่อ เเละเป็นการทำบุญโดยพร้อมๆกัน การกินเนื้อสัตว์ ถือว่าเป็นบาปอย่างมาก เป็นความเชื่อของคนจีน คือ เหมือนกับวันทำบุญใหญ่นั่นเอง ในเทศกาลกินเจ คนจะหันมากินพวกผัก เเละพวกมังสวิรัติเเทนการกินเนื้อสัตว์ เป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง การกินเจพร้อมๆกัน หลายสิบคน ก็เป็นการช่วยเหลือชีวิตสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าได้อีกหลายๆตัวเลยทีเดียว 

3.เปรียบเสมือนการทำบุญช่วยสัตว์ต่างๆไห้พ้นจากความตาย ในการทำความดีนั้น ไม่ต้องรอเวลาเข้าวัดอย่างเดียว ไม่ว่าจะคนจีนหรือคนไทย การทำบุญในเทศกาลกินเจนั้น ก็จะเป็นพวกทำอาหารเจขายก็ได้ ก็ได้บุญเหมือนกัน เเต่การที่เรากินเเต่ผักในเทศกาล ก็เป็นการช่วยชีวิตสัตว์ที่รอการถูกฆ่า ไห้รอดปลอดภัย ไม่มากก็น้อย 

4.เป็นการทำบุญ ทุกคนอาจจะยังไม่รู้เท่าไหร่นักว่ามันเป็นการทำบุญอย่างไร เพราะคงจะคิดว่าเทศกาลกินเจนั้น คงจะมีเเค่กินผัก รักสุขภาพอย่างเดียว สำหรับการกินเจนั้น มันได้อะไรกว่าที่คิด เพราะจะมีวิธีการกินเจอย่างไรไห้ได้บุญเยอะ

 การทำบุญในเทศกาลกินเจนั้นมีหลากหลาย เช่น การทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ การทำโรงทานเเจกอาหารเจ การกินผัก เเละไม่กินเนื้อสัตว์ โดยที่ไม่คิดถึงเนื้อสัตว์เลย ใครทำได้ ถือว่าได้บุญล้นหลามสุดๆ สำหรับเทศกาลกินเจนั้น มันการถือศีลกินผัก การกินผักนั้น ถือว่า เป็นการช่วยเหลือชีวิตสัตว์ต่างๆไห้พ้นจากความตาย โดยที่เรานั้น ช่วยเหลือพวกสัตว์ต่างๆโดยการกินผัก เเละถือศีลภาวนา ทำบุญในโรงทานเเละร่วมงานทำบุญของจีนต่างๆในช่วงเทศกาลกินเจ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริงฝากขั้นต่ำ 100

การถ่ายภาพโดยการตั้งเป้าหมาย

ถ้าหากว่าเราเคยมีความตั้งใจจะทำอะไรบางอย่างแปลว่าเรานั้นต้องมีการวางแผนใช่หรือไม่ และนอกเหนือจากนั้นแล้วต่อให้วางแผนสมบูรณ์แบบอย่างไร ถ้าหากเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำอยู่ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร

สิ่งๆ นั้นที่เราตั้งใจทำมาอาจจะล้มเหลว และไม่สำเร็จตามที่คาดหวังเอาไว้ การตั้งคำถามว่าเราจะทำไปทำไม หรือทำไปเพื่ออะไรนั้นคือ การตั้งเป้าหมาย เพราะการที่เรามีเป้าหมายนั้นเหมือนเป็นแรงขับเคลื่อนที่จะช่วยกระตุ้นให้เราทำเพื่อสิ่งๆ

นั้นให้สำเร็จ ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะสูงหรือไม่ก็ตาม เช่นเดียวกับเรื่องที่เราจะมานำเสนอในบทความนี้คือ การถ่ายภาพโดยการตั้งเป้าหมาย หลายคนต่างก็เคยสงสัยกันนะว่า การถ่ายต้องมีเป้าหมายด้วยอย่างนั้นเหรอ ก็แค่มีกล้องแล้วก็กดถ่าย ก็จบ แล้วคุณว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นั้นเหรอ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบการถ่ายภาพ และอย่างจะสร้างจุดเด่นหรือความสามารถพิเศษทางด้านการถ่ายภาพขึ้นแล้วให้กับตัวเอง

นั้นคือคุณจะต้องมีเป้าหมาย ลองตั้งคำถามกับตัวเองทุกๆ ครั้งว่าตัวเองนั้นต้องการถ่ายภาพไปเพื่ออะไร เป้าหมายพื้นฐานของผู้ที่เริ่มการถ่ายภาพเลยก็อย่างเช่น อยากถ่ายภาพให้สวยมากขึ้น อยากนำไปสร้างอาชีพ หรืออยากเรียนต่อในสาขาวิชานี้ในสถาบันการศึกษาจึงต้องเรียนรู้มัน เป็นต้น ในความเป็นจริงแล้วนั้นมีเป้าหมายมากมายเลยที่เป็นเหตุผลอยากให้คุณลุกขึ้นมาหยิบกล้องแล้วออกไปถ่ายภาพ ว่ากันว่า

ถ้าเราไม่มีเป้าหมายในการถ่ายภาพ หรือแม้จะทำอะไรสักอย่าง ในที่สุดแล้วจะล้มเหลว ซึ่งนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่อง เพราะจะไม่รู้เลยว่าเราทำมันไปทำไม สุดท้ายแล้วคุณอาจจะคิดได้ว่ามันเสียชะมัดที่เอาเวลาที่ควรทำอย่างอื่นมาทำสิ่งๆ หนึ่งที่คุณไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไรกันแน่ เพราะแบบนี้ไงเราถึงต้องมีเป้าหมาย

ยิ่งการถ่ายภาพก็เหมือนกัน บางคนเมื่อไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร ก็มองว่ามันไม่มีประโยชน์เสียด้วยซ้ำ การตั้งเป้าหมายได้มีไว้ให้แค่สำหรับคนที่มือใหม่อย่างเดียวหรอกนะ คุณรู้หรือไม่ว่าในช่างภาพมืออาชีพเองนั้นเขาก็มีเป้าหมายเช่นเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าเขาได้ไปยืนอยู่ในจุดมืออาชีพแล้วทุกอย่างจะราบรื่นเสมอไป ต้องถามกลับนะว่าการเป็นมืออาชีพใช่เป้าหมายสูงสุดของเขาหรือไม่ แท้จริงแล้วเขาต้องการสิ่งใดถึงทำมันมาเรื่อยๆ การที่จะถ่ายภาพสวยๆ ให้คนอื่นยอมรับนั้นเป็นเรื่องยากก็จริง แต่ถ้าหากคุณตั้งใจทำมันด้วยความตั้งใจจริง และมีเป้าหมายอย่างแน่วแน่แล้ว เชื่อเถอะว่าคุณจะทำมันสำเร็จ และไม่เสียเวลาเปล่าอีกด้วย

 

ครีเอทีน โปรตีนแนวใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ

คนที่อยากมีกล้ามสวยๆเป็นมัดๆต้องห้ามพลาด “ครีเอทีน”ซึ่ง เป็นโปรตีนที่สามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้มีสมรรถภาพ ยิ่งนักวิ่ง นักฟิตเนสแล้วด้วยควรรีบหามาลองโดยด่วน ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด

ประโยชน์ของครีเอทีนมีอะไรบ้าง

ข้อดีแรกของครีเอทีนคือช่วยเสริมสร้างเพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อของเราพร้อมทำงานมากยิ่งขึ้น ใครๆก็รู้ว่าโปรตีนกล้ามเนื้อเป็นส่วนโครงสร้างและการทำงานหลักของร่างกาย จะเดินจะเหินหรือออกกำลังกายถ้าทำให้เจ้าตัวกล้ามเนื้อมีพลังแล้วหละก็ร่างกายจะเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง

ประโยชน์ข้อที่สอง ใครที่อยากมีกล้ามชัดๆต้องรู้เอาไว้นั่นก็คือ “ครีเอทีนช่วยให้กล้ามเนื้อโตได้เร็วขึ้น” ด้วยเพราะเจ้าโปรตีนพิเศษนี้มาพร้อมกับความสามารถในการเพิ่มความอิ่มน้ำให้กับเซลล์ แน่นอนว่าองค์ประกอบเล็กๆของกล้ามเนื้อก้อนโตย่อมประกอบได้ด้วยเซลล์เล็กๆจำนวนนับล้าน เมื่อเซลล์เต็มอิ่มไปด้วยน้ำ กล้ามเนื้อของเราก็จะเจริญเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ไม้ตายตัวสุดท้ายของครีเอทีนก็คือ ช่วยเพิ่มการทำงานในการสื่อสารกันระหว่างเซลล์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลายคนอาจสงสัยแล้วมันจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้อย่างไร ง่ายๆเลยก็คือ ในแต่ละวันที่เราใช้งานกล้ามเนื้อทั้งเดิน วิ่ง หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อของเราจะมีการเสื่อมสภาพอยู่ในระดับหนึ่งแล้วร่างกายจะมีกลไกในการซ่อมแซม ยิ่งถ้าได้ครีเอทีนเสริมเข้าไปด้วยจะทำให้การรักษาของร่างกายทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น กล้ามเนื้อของเราสามารถสร้างได้เร็วขึ้น

 

ประโยชน์ของครีเอทีนมีมากมายขนาดนี้แล้วจะหากินได้จากอาหารประเภทใดบ้าง

พวกสัตว์เนื้อแดง ของดีที่ใครๆก็กินได้ เนื้อไก่และเนื้อหมูเป็นอาหารพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้จัก ไปตลาดนัดข้างบ้านก็ซื้อได้แล้ว ราคาเบาสบายกระเป๋าแต่เต็มไปด้วยโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายและครีเอทีนก็เป็นหนึ่งในนั้น จะเห็นว่านักเพาะกายส่วนใหญ่จะต้องพกอกไก่ต้มหรือไก่ปั่นเป็นไอเท็มประจำตัวเพราะมันเพิ่มมวลกล้ามเนื้ออย่างเห็นได้ชัด

สำหรับคนที่มีเงินหน่อย สามารถหาซื้อครีเอทีนแบบผงมารับประทานได้ แต่ควรศึกษาวิธีการกินให้ละเอียดจากผู้ผลิต อีกอย่างการกินในปริมาณที่มากเกินก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ควรกำหนดให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะตามที่ร่างกายต้องการ 

“ไม่ใช่ว่ากินครีเอทีนอย่างเดียวแล้วจะมีกล้ามเลยนะคุณ…ต้องออกกำลังกายด้วย มิเช่นนั้นคุณจะบวมเป็นโอ่ง”

 

ความเป็นมารองเท้าแบรนด์ Nike

วันนี้เว็บ  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ  เรามาทำความรู้จักกับแบรนด์ Nike กัน

Nike เป็นยี่ห้อที่จะผลิตเครื่องไม้เครื่องมือทุกจำพวกที่เกี่ยวเนื่องกับการกีฬา มิได้เน้นที่รองเท้าสิ่งเดียวเท่านั้น เดิมที Nike เริ่มมาจากธุรกิจขายรองเท้าก่อน ก่อนการมาเริ่มผลิตอุปกรณ์ทางกีฬาอื่นๆจัดจำหน่ายจนกระทั่งเป็นยี่ห้อที่มีชื่อเสียงทั้งโลก และก็ถ้าหากย้อนจุดเริ่มแรกของ Nike นั้นก็จำเป็นต้องขอบอกว่า จุดกำเนิดมาจากผู้ชายสองคนซึ่งทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน ชื่อ Bill Bowerman แล้วก็ชื่อ Phil Knight

 โดยแต่เดิมนั้น Bill มีอาชีพเป็นครูฝักสอนอยู่ที่มหาลัยแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วน Phil นั้นเป็นนักกีฬานักวิ่ง จุดเริ่มแรกของการเป็นแบรนด์ Nike เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1964 ด้วยการที่เพื่อนสนิททั้งคู่นำเงินมารวมกันแล้วเปิดขายรองเท้าซึ่งเป็นสินค้านำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ยี่ห้อ Onitsuka Tiger โดยเขาทั้งคู่ร่วมด้วยกันตั้งบริษัทขึ้นมาชื่อว่า บริษัท Blue Ribbon Sports เปิดเป็นร้านค้าขายรองเท้า  ซึ่งร้านของพวกเขาเป็นที่นิยมอย่างมาก กระทั่งสุดท้ายพวกเขาทั้งคู่ก็มีความคิดว่าพวกเขาควรผลิตรองเท้าของตนเองแทนที่จะนำเข้ามาขาย

 ด้วยเหตุนี้พวกเขาก็เลยยกเลิกการนำสินค้าเข้ารองเท้ายี่ห้อ Onitsuka Tigerแล้วจึงเปิดโรงงานทำรองเท้าของตน โดยใช้ยี่ห้อ Nike ที่มีโลโก้เป็นตัวเครื่องหมายถูก ซึ้งรู้จักกันในชื่อ Swoosh ซึ่งเวลานี้พวกเขายังคงใช้ชื่อบริษัทเป็นชื่อเดิม ก่อนจะมาแปลงชื่อบริษัทใหม่หลังจากบริษัท Blue Ribbon Sports มาเป็นชื่อบริษัท Nike อย่างในตอนนี้

 โดยมีการเปลี่ยนแปลงชื่อเมื่อปี ค.ศ. 1978 แล้วก็พวกเขาได้ทำรองเท้า nike ทีแรกในปี ค.ศ. 1971 ซึ่งธุรกิจการค้ารองเท้าผ้าใบมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะว่าพวกเขาจะเน้นย้ำให้ความใส่ใจกับคนที่สวมใสรองเท้าควรต้องใส่แล้วสบายเท้ารวมทั้งไม่เป็นอันตรายเมื่อสวมรองเท้าของเขา ซึ่งเมื่อกิจการค้าดียิ่งขึ้นเรื่อยพวกเขาก็เลยได้มีการเพิ่มตลาดจากที่เคยผลิตแต่รองเท้าสิ่งเดียวมาเป็นการผลิตเครื่องมืออื่นๆทางการกีฬาขายด้วย เป็นต้นว่า สโนว์กระดาน รถจักรยานเสือเทือกเขายิ่งกว่านั้นเขายังผลิตอุปกรณ์

ซึ่งสามารถวัดการเต้นของชีพจร ได้อีกด้วย นับวันสินค้ายี่ห้อ nike ยิ่งเป็นที่นิยมอย่างใหญ่โต นักกีฬาดังๆระดับนานาชาติต่างก็นิยมใช้รองเท้าแบรนด์นี้ทุกคน เช่น  Michael Jordan, Mia Hamm, Roger Federer, and Tiger Woods ต่างก็ใช้รองเท้ายี่ห้อ nike ร่วมกันทั้งหมด 

นอกนั้นเพื่อผู้คนทั้งโลกรู้จักแบรนด์ Nike กันเยอะขึ้นเรื่อยๆพวกเขาก็เลยลงทุนด้านการโฆษณาทำโปรโมท จนกระทั่งผลิตภัณฑ์ของ nike มีชื่อเสียง ซึ่งพวกเขายังได้ตกลงใจซื้อรองเท้าแบรนด์ดังยี่ห้ออื่นเพื่อเอาเมาเป็นบริษัทย่อยของตนอีกด้วย และยี่ห้อที่ซื้อเป็นบริษัทในเครือ อาทิเช่น converse และก็ Hurley