ผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะกันอย่างไร

เริ่มต้นด้วยยุคหินเก่า  มีการประดิษฐ์งานศิลปะโดยการวาดภาพบนฝาผนังถ้ำหรือเพิงหน้าผา สิ่งที่โดดเด่น คือ ภาพรวมของจิตรกรรมบนฝาผนังถ้ำ คนในยุคนั้นจะมีความอุตสาหะที่จะวาดสิ่งต่างๆ ออกมาเท่าที่จะสามารถทำได้ รวมทั้งแสดงเรื่องจริงตามที่ตามองเห็น ด้วยความเชื่อมั่น โดยส่วนใหญ่จะวาดเกี่ยวกับการล่าสัตว์ ซึ่งผู้วาดสามารถจำลักษณะส่วนประกอบและองค์ประกอบของสัตว์ได้อย่างดีเยี่ยมรวมทั้ง วิธีจับ ลีลาท่าทางต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญ 

ศิลปะอีกแบบหนึ่งในยุคนั้น คือ การปั้น โดยทำการขูด ขัดแต่ง เซาะ อาจนับได้ว่าเป็นงานทางประติมากรรม มีการตัดทอนทรง เน้นความเป็นธรรมชาติ ให้ไม่ยุ่งยากต่อการแสดงออกถึงกฎเกณฑ์ กติกาในสมัยนั้น เป็นที่สังเกตว่าประติมากรรมของผู้คนยุคนี้จะเป็นภาพคนซึ่งสตรี นอกจากนี้ยังย้ำบอกถึงรูปทรงทางเพศ 

ต่อมาในยุคหินกลาง เริ่มเมื่อราวๆ 10000 – 6000 ปีก่อนคริสต์ศักราช แบบอย่างของงานศิลป์ไม่มีอะไรสะดุดตาเท่าไรนัก เพราะเป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญของยุคหินเก่า ซึ่งมนุษย์มีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับสัตว์ ดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติ สู่ยุคหินใหม่ที่มนุษย์สามารถปรับปรุงจัดแจงธรรมชาติได้ โดยในยุคหินกลางบางทฤษฎีอาจจะถูกรวมเข้ากับยุคหินใหม่ หรือจัดให้เป็นจุดกำเนิดของยุคหินใหม่ 

ศิลปกรรมยุคหินกลางมีการศึกษาค้นพบ ผลงงานด้านจิตรกรรมตามผา โดยมีการวาดรูปเป็นคนกับสัตว์ วาดที่มีความสูงราวๆ 3 ฟุต โดยเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องราวสำหรับเพื่อการดำรงชีพ แสดงออกมาเป็นรูปต่างๆ ที่มีเนื้อหาเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด พัฒนาการทางด้านงานศิลปะในยุคหินกลางนั้นอาจจะพบว่าไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากจากยุคหินเก่า 

ยุคหินใหม่ ก่อนเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ เริ่มขึ้นเมื่อราวๆ 4 พันปีก่อนกลายคริสต์ศักราช ศิลปกรรมยุคหินใหม่ที่น่าสนใจ ได้แก่ เครื่องถ้วยชาม เครื่องเพชรพลอย ซึ่งพบปรากฏอยู่ในดินแดนบริตานีของฝรั่งเศส กับไอร์แลนด์ของอังกฤษ ส่วนผลงานจิตรกรรมนั้นไม่เด่นเท่าไหร่ 

ผลงานศิลปกรรมที่ชื่อเสียงที่สุดของยุคหินใหม่นั้นก็คือ การนำหินขนาดใหญ่มาตั้งวาง ในแบบต่างๆ ทั้งแบบหินตั้ง กับ แบบโต๊ะหิน โดยมีการทำที่มีลักษณะแตกต่างกัน  หินตั้งเดี่ยว หินตั้งเป็นแกนยาว หินตั้งเป็นวงกลม จนกลายเป็นอนุสาวรีย์หิน ต่อมาในช่วง 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ยังพบว่าที่ถ้ำเรมเซีย ประเทศเสปน ยังเจอภาพลายเส้นสี เป็นภาพพรานสี่คนเต้นรำตามหัวหน้าใหญ่ในพิธีการเส้นไหว้ด้วย

แม้ว่าในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์จะไม่ได้มีสิ่อำนวยความสะดวก หรืออุปกรณ์ใดๆ เลยที่จะก่อให้เกิดผลงานทางด้านศิลปะ แต่ผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นก็มีหนทาง วิถีทางที่จะสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้โดยที่ไม่รู้เลยว่า ผลงานเหล่านั้นจะมีคุณค่าต่อมนุษย์ในด้านต่างๆ มากเท่านี้

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ดูบอลสด

ต้นกำเนิด Gucci จากพนักงานยกกระเป๋าในโรงแรม สู่โลกแฟชั่นชั้นนำของโลก

Guccio Gucci หรือ “กุชชิโอ กุชชี” ที่เป็นคนก่อตั้งแบรนด์ Gucci นั้นเอง โดย นายกุชชี่ เป็นพนักงานยกกระเป๋าที่โรงแรมในกรุงลอนดอนนั้นเอง และด้วยความที่เค้าสนใจและหลงใหลในเครื่องหนังอยู่แล้ว เลยตัดสินใจกลับไปที่อิตาลี และนั้นเองเค้าจึงเริ่มลงมือเปิดร้านและผลิตเครื่องหนังของเค้าเองในกรุงโรม และเมื่อกิจการตกถึงมือรุ่นลูกของเค้า คือ Aldo Gucci หรือ “อัลโด กุชชี่”

โดยมาบริหารแบรนด์ Gucci และได้เปิดร้านที่สองในกรุงโรม และเค้าประสบความสำเร็จและได้ผลตอบที่ดีเป็นอย่างมาก จนตกมารุ่นลูกจอง อัลโด กุชชี่ ซึ่งกลายเป็นรุ่นที่ 3 นั้นก็คือ Paolo Gucci หรือ “เปาโล กุชชี่” ซ฿งเค้าขยายแตกไลน์ของ สินค้าต่างๆ ไม่ว่าเป็น เสื้อ รองเท้า เครื่องประดับ และ กระเป๋าเพื่อให้กลุ่มหนุ่มสาวจับต้องได้มากขึ้น

ในราคาที่แพงนักนั้นเอง และนั้นเองกลายเป็นว่า Gucci ได้รับกระแสนิยมในกลุ่มแฟชั่นของหนุ่มสาวมากขึ้นนั้นเอง แต่ด้วยการบริหารภายในแบรนด์ Gucci ก็เจอปัญหาเหมือนแบรนด์อื่นๆเช่น จนสุดท้ายแบรนด์ Gucci เองก็สามารถผ่ายอุปสรรคโดยมีหลายคนที่ค่อยเข้ามาช่วยเหลือ จนปัจจุบันเองนั้นแบรนด์ Gucci ประสบความสำเร็จและโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ 

จนปัจจุบันนี้เมื่อใครที่เห็นสัญลักษณ์ GG ก็จะรู้ทันที่ว่านั้นคือ สินค้า แบรนด์ Gucci นั้นเอง โดย GG นั้นได้ถือว่าเป็น ICON ของ Gucci ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ กระเป๋า รองเท้าหรือ เครื่องประดับก็มักจะมีสัญลักษณ์ GG เสมอ โดยความนิยมของแบรนด์ Gucci นั้นได้เป็นที่นิยมที่อิตาลีก่อน โดยชาวอิตาลีที่นั้นนิยมใช้แบรนด์ Gucci กันมากมาย

และถึงเริ่มไปดังในแทบยุโรปนั้นเอง และในปัจจุบันนั้น Gucci อยู่ภายใต้การดูแล และมีครีเอทีฟที่อยู่เบื้องหลังนั้นก็คือ director สาวรุ่นใหม่ อย่าง Frida Giannini หรือ ฟรีดา เจียนนีนี เข้ามาช่วยบิหารและเป้นครีเอที ในการทำการตลาดของแบรนด์ Gucci ให้เป็นในทิศทางเดียวกันของ ชุดเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หรือ เครื่องประดับ รวมไปถึงนาฬิกาด้วย ซึ่งเอกลักลักษณ์ของ Gucci มีดังนี้

GG ICON หรือ สัญลักษณ์ GG 

GG หรือ จีจี นั้น เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ Gucci มาใส่ในสินค้าของแบรนด์ Gucci ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า รองเท้า ผ้าพันคอ เครื่องประดับ หรือ กระเป๋า 

Bamboo หรือ ไม้ไผ่

การครีเอทที่สร้างสรรค์ ในงานดีไซด์แฟชั่นโดยนำ Bamboo หรือ ไม้ไผ่ มาเป็นส่วนหนึ่งของประเป๋าและทำให้แบรนด์ Gucci ดังและกลายเป็นเอกลักษณ์ไปเลย ตั้งแต่รุ่นแรกๆ นั้นเอง 

Horsebit หรือ สัญลักษณ์รูปห่วงรัดปากม้า

เป็น ICON ที่มาแรงที่สุดนั้นเอง ความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเพราะมี Horsebit หรือ สัญลักษณ์รูปห่วงรัดปากมานั้นเอง ที่ดูดีและเก๋สุดๆ

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  gclub

Sand Art คืออะไร

Sand Art หรือ ศิลปะการวาดทราย คือ การใช้ทรายเม็ดละเอียดในการวาดภาพแทนดินสอ หรือพู่กัน โดยศิลปินจะใช้วิธีการปาดทราย เททราย หรือเกลี่ยทรายลงบนแผ่นกระจก เพื่อทำเป็นรูปภาพต่างๆ ตามเรื่องราวที่ศิลปินอยากจะถ่ายทอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวจากจินตนาการ จากประวัติศาสตร์ จากความนิยาย จากนิทาน เป็นต้น สีและความละเอียดของเม็ดทราย จะทำให้เกิดแสงและเงา ภาพที่ออกมาจะเป็นโทนสีซีเปีย แม้จะไม่ได้มีสีสันสดใสเหมือนภาพวาดที่มาจากการระบายสี แต่ศิลปะการวาดทรายก็มีความสวยงามและความน่าหลงใหลไม่น้อยเลยทีเดียว

Sand Art เป็นศิลปะที่ได้รับมาจากประเทศแถบยุโรป ศิลปะการวาดทรายเริ่มเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ.2552 และในประเทศไทยมีศิลปินวาดทรายเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีผลงานโดดเด่น และได้รับความสนใจ Sand Art ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในเมืองไทยมากนัก เพราะยังไม่ได้มีการจัดการเรียนการสอนเป็นขั้นเป็นตอนแบบจริงจัง ศิลปินทั้งหลายต้องใช้ความเพียรพยายาม และฝึกฝนด้วยตนเอง 

Sand Art เป็นศิลปะที่ได้ใช้ประโยชน์จากอวัยวะของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น มือ ฝ่ามือ นิ้วมือ ในการปล่อยทราย การกำทราย การบังคับทิศทางของเส้น กว่าจะได้ออกมาสักหนึ่งผลงานจะต้องใช้การฝึกฝน การสร้างสรรค์ และต้องมีสมาธิสูง จึงจะสามารถสร้างศิลปะการวาดทรายออกมาได้อย่างดีเยี่ยม นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการสร้างผลงานในศิลปะแขนงนี้ ด้วยความที่ต้องใช้เม็ดทรายในการวาดภาพเล่าเรื่องแทนดินสอสี

ต้องมีการบังคับเส้นของเม็ดทรายเพื่อให้ได้ออกมาเป็นรูปร่างที่ต้องการ ยิ่งเรื่องราวที่จะถ่ายทอดนานมากเท่าไรยิ่งต้องใช้ทักษะและการฝึกฝนที่สูง การจะหาชมศิลปะการวาดทรายจึงค่อนข้างยาก แต่ถ้ามีโอกาสได้รับชมแล้วจะต้องหลงรักในศิลปะการวาดทรายอย่างแน่นอน ใครจะไปคาดคิดว่าเม็ดทรายเม็ดเล็กๆจะก่อให้เกิดผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ได้

คนส่วนมากมักมองข้ามเม็ดทรายเหล่านี้ไป แต่ศิลปินกลับนำเม็ดทรายเหล่านี้ไปสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวต่างๆได้ผ่านเม็ดทราย ใครที่ได้รับชมจะต้องตะลึงในความสามารถของศิลปิน และความสวยงามของศิลปะการวาดทราย ไม่เพียงแค่มีการใช้เม็ดทรายในการถ่ายทอดเรื่องราวเท่านั้น แต่ยังมีดนตรีประกอบการแสดงด้วย นั่นยิ่งทำให้ศิลปะการวาดทรายน่าดึงดูดและสวยงามขึ้นไปอีก

หากใครอยากรู้ว่า Sand Art คือศิลปะแบบใด มีการถ่ายทอดผลงานออกมาในลักษณะไหน สามารถไปหาชม Sand Art ได้ผ่านทาง youtube โดยศิลปินจะมีการทำการแสดงศิลปะการวาดทรายออกมาเป็นคลิปวิดีโอไม่กี่นาที แต่ในไม่กี่นาทีนั้นกลับสร้างความประทับใจและตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้ชมได้ไปตลอดกาล 

 

 

สนับสนุนโดย  sexybaccarat

การบวชชีพราหมณ์ 

ในการที่เราคิดที่จะบวชชีพราหมณ์นั้นเรื่องที่เพราะว่าการที่เราได้บวชเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนานั่นเองเราจะได้รู้ว่าการที่เรานั้นต้องเข้าถึงศาสนานั้นเป็นเรื่องที่ยากเหมือนกันเพราะว่าไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายนั่นเองเพราะว่าการที่เราต้องจำศิล  และการที่เราต้องปฏิบัติตนอย่างที่มีข้อกำหนดนั้นไว้ให้เมื่อเรานั้นเป็นนักเรียนเราจะรู้ว่าการที่เรามีเข้าค่ายในการบวชชีพราหมณ์นั้นเป็นเรื่องเด็กส่วนใหญ่นั้นจะไม่เอาเพราะว่าต้องปฏิบัติและรักษาศิลที่เรานั้นได้ให้คำว่าจานั่นเอง 

การที่เรารู้ตัวว่าเรานั้นจะบวชเราต้องมีความพร้อมในระดับหนึ่งเลย เพราะว่าเราต้องรู้ว่าการที่เรารักษาศิลนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องทำเพราะว่าเรานั้นเขข้าไปอยู่ในนั้นแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นการที่เราต้องนั่งสมาธิ หรือว่าการที่เรานั้นต้องรู้ว่าเราควรที่จะถือศิลกันกี่ข้อนั่นเอง  เพราะว่าการที่เราบวชชีพราหมณ์นั้นเราก็ต้องมีศิลที่เรานั้นควรที่จะถือกันกี่ข้อ 

      และก็เป็นการที่เรานั้นได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรนั้นอีกด้วย  เพราะว่าการที่เรานั้นได้ปฏิบัติธรรมนั้นเราจะไดบุญและก็เป็นการที่เรานั้นต้องได้อุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง  การที่เรานั้นได้บวชนั้นเรายังจะได้เกี่ยวกับเรื่องอานิสงส์อีกมากมายนั่นเองอย่างเช่นข้อต่อไปนี้  

1 หน้าที่การงานของเรานั้นจะดีขึ้น

2 เมื่อเรานั้นได้ทำบุญนั้นการที่เรานั้นได้ให้เจ้ากรรมนายเวรของเรานั้นอโหสิกรรมให้เรานั่นเอง กรรมของเรานั้นจะได้คลี่คลายไปบ้างไม่มากก็น้อยนั่นเอง  

3 สุขภาพของเรานั้นจะได้แข็งแรงและเรื่องปัญหานั้นจะคลี่คลายได้  ทำให้เรานั้นมีความสุขนั่นเอง

4 เป็นเรื่องที่เรานั้นได้รู้และสู่การประนิพานในภพต่อๆไปนั่นเอง  

5 เป็นเรื่องที่ทำให้เรานั้นมีสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นคุ้มครอง ให้เรานั้นแค้วคาดปลอดภัยนั่นเอง  

6 ทำให้เรานั้นรู้สึกว่าสงบ  ทำให้เรานั้นรู้สึกว่าปล่อยวางได้  อีกอย่างนั้นมองแห่งสัจธรรมนั้นมากขึ้นนั่นเอง  

7 เป็นที่รักและเมตาแก่เหล่ามนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง  

8 การที่เราทำมาหากินนั้นขึ้น ไม่ทำให้เรานั้นรู้สึกว่าอับจนและเรื่องการเงินนั้นก้ไม่ขาดมือนั่นเอง  

9 ยังสามารถที่จะช่วยให้ครอบครัวของเรานั้นเป็นแต่เรื่องที่ดีและเรื่องโรคภัยนั้นจะไม่ยาก้าวก่ายกับครอบครัวของเรานั่นเอง  

10 การที่เรานั้นสามารถที่จะตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ของเรานั้นได้อย่างดีด้วย 

 

สนับสนุนโดย  gclub

ตำนานความรักของ ซาลิม และอนารกะลี 

สำหรับเรื่องเล่าตำนานความรักของซาริมและอนารกะลี   เป็นตำนานความรักของประเทศปากีสถานซึ่งในตำนานความรักนี้มีการพูดถึงลูกชายของจักรพรรดิองค์หนึ่งในสมัยของจักรพรรดิโมกุลอักบาร์ซึ่งบุตรชายผู้นั้นชื่อว่าซาริม  ตำนานเล่าขานพูดถึงซาริมซึ่งเป็นถึงลูกของจักรพรรดิในขณะนั้นว่าเขาเป็นชายหนุ่มรูปงามแต่เป็นชายหนุ่มที่มีนิสัยไม่น่ารักเรียกได้ว่าเป็นคนนิสัยหยาบกร้านกระด้างและนิสัยเสียทำให้องค์จักรพรรดินั้น

ต้องการที่จะอบรมสั่งสอนลูกชายจึงได้มีการส่งลูกชายของท่านก็คือซารินไปทำการฝึกเป็นทหารอยู่ในกองทัพเพื่อต้องการที่จะให้มีการฝึกให้มีกฎระเบียบวินัยและมีความแข็งแกร่งแต่หลังจาก ซาริม การเรียนรู้กฎเกณฑ์ของทหารและสามารถเรียนจบจากกองทัพทหารเรียบร้อยแล้วก็กลับมาอยู่ที่พระราชวังเหมือนเดิมซึ่งพระจักรพรรดินั้นดีใจเป็นอย่างมากที่ลูกชายของตนเองนั้น

กลับมาจึงได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โตเกิดขึ้นเพื่อต้อนรับการกลับมาของลูกชายสุดที่รักโดยในงานเลี้ยงนั้นได้มีการแสดงของเหล่านางระบำทั้งหลายมาด้วยและหนึ่งในนางระบำที่ออกมาเต้นในงานเฉลิมฉลองนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อว่าอนารกะลี เธอเป็นเพียงชาติผู้ต่ำต้อยเท่านั้นแต่ด้วยความสวยงามของเธอและความอ่อนช้อยอ่อนหวานทำให้ ซารืมเห็นแล้วเกิดตกหลุมรักเธอในทันทีซึ่งเขาต้องการที่จะแต่งงานกับอนารกะลี เพราะเขารักเธออย่างจริงใจนั่นเองแต่เนื่องจากว่าอนารกะลี เป็นหญิงสาวที่มีความต่ำต้อย

เนื่องจากเป็นเพียงแค่ผ้าเท่านั้นไม่ใช่ราชนิกูลมาจากที่ไหนทำให้พ่อแม่ของซาริมซึ่งเป็นจักรพรรดิในสมัยนั้นพยายามขัดขวางความรักของคนทั้งคู่และไม่ยอมให้คนทั้งคู่นั้นแต่งงานกันและในขณะนั้นเองได้มีศึกสงครามเข้ามาองค์จักรพรรดิจึงได้ส่งลูกชายก็คือ ซาริม ไปทำการออกรบแต่ปรากฏว่า ซาริมมัวแต่คิดถึงหญิงคนรักจึงไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำการลบทำให้แพ้ศึกสงครามกลับมายิ่งทำให้พระจักรพรรดิโมโหเป็นอย่างมาก

ประกาศที่จะมีการลงโทษอนารกะลี ด้วยการตัดคอแต่ซาริม ได้ขอร้องเอาไว้โดยขอรับโทษเองซึ่งองค์จักรพรรดิให้บุตรชายนั้นเลือกว่าจะถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิตหรือจะยอมเลิกคบหากับอนารกะลี เสีย ซึ่ง ซาริม เลือกที่จะถูกประหารชีวิตทำให้คนเป็นพ่อนั้นยิ่งโกรธมากจึงได้สั่งประหารชีวิตซาริมรักเมื่อ อนารกะลี ดูข่าวว่า ซาริมถูกประหารชีวิตเธอจึงเดินทางมาหาองค์จักรพรรดิและขอร้องให้ประหารชีวิตเธอเพื่อที่เธอจะได้ไปอยู่คู่กับชายคนรักของเธอหลังจากที่ทั้งคู่นั้นถูกประหารชีวิตแล้วก็มีการนำร่างของคนทั้งคู่ไปฝังเอาไว้ตรงบริเวณที่เป็นกำแพงเมือง

แต่บางตำนานก็บอกว่า ซาริม งั้นถูกประหารชีวิตคนเดียวส่วนอนารกะลี ไม่ได้ตายแต่เมื่อเธอรู้ข่าวว่าชายคนแรกของเธอถูกประหารชีวิตเธอก็มาตรงบริเวณกำแพงที่ฝังศพของชายคนรักและร้องไห้อยู่ตรงนั้นจนสิ้นใจตาย

 

 

สนับสนุนเรื่องรวโดย  คาสิโนออนไลน์

ตำนานอาถรรพ์อิฐเก่าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

           หลายคนคงเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างแล้วเกี่ยวกับเรื่องของอาถรรพ์สิ่งเร้นลับต่างๆที่มีอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยตั้งแต่สมัยโบราณอาการมาจนถึงปัจจุบันเรามักจะได้ยินตำนานเล่าขานกันว่าทรัพย์สินโบราณที่อยู่ในเมืองเก่าของกรุงศรีอยุธยานั้นจะมีเจ้าหน้าที่หรือที่เราเรียกกันว่าปู่โสมคอยดูแลพิทักษ์ทรัพย์สินเอาไว้เพื่อให้คนรุ่นหลานได้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยอดีตกาลซึ่งถึงแม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปผ่านมานานหลายพันปีแล้วก็ตามแต่สร้างความเจริญรุ่งเรืองนั้น

ก็ยังคงมีอยู่ให้เราเห็นบ้างซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาส่วนใหญ่ที่เป็นวัดอารามนี้เองที่เป็นซากอารยธรรมที่ทำให้ชนรุ่นหลังได้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างไรก็ตามมีการพูดถึงเรื่องของทรัพย์สมบัติในสมัยกรุงศรีอยุธยาก่อนที่จะถูกพม่าเข้ามาทำลายเผาวัดว่าชาวบ้านและเศรษฐีต่างๆหรือแม้แต่พวกขุนนางทั้งหลายต่างก็พากันนำทรัพย์สมบัติที่มีอยู่มาขุดดินฝังเอาไว้เพื่อป้องกันโจรพม่าที่มารุกรานแย่งชิงเอาทรัพย์สินไปซึ่งความเชื่อเหล่านี้มีมานานและก็เคยมีคนที่ต้องการที่จะนำทรัพย์สินนี้

มาเป็นของตนเองจึงมักจะได้ยินว่าคนมักจะมาขุดเอาทรัพย์สินในเมืองเก่าของกรุงศรีอยุธยาออกไปแต่หลายครั้งที่เราจะได้ข่าวว่าผู้ที่ต้องการที่จะมาเอาทรัพย์สินสมบัติของชาติในสมัยโบราณไปนั้นต่างก็ได้รับผลกระทบหรือได้รับการลงโทษจากสิ่งเร้นลับมากมายโดยอ้างถึงปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่จะคอยมาจัดการคนที่ต้องจะมาเอาทรัพย์สมบัติของชาติเป็นของตนเองอย่างไร

ก็ดีอาถรรพ์เกี่ยวกับเรื่องของอิฐเก่าที่พระนครศรีอยุธยานั้นมีเรื่องเล่ากันและมีข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศเนื่องจากว่ามีนักท่องเที่ยวที่เป็นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมักจะลองของด้วยการเก็บก้อนหินหรือก้อนอิฐที่เป็นก้อนหินก้อนอิฐโบราณจากวัดเพื่อเอาไปอวดเพื่อนๆโดยหวังคิดว่าจะนำไปให้เพื่อนเห็นว่าตัวเองนั้นมาเที่ยวที่วัดเก่าโบราณแห่งนี้แล้วได้นำก้อนหินกลับมาด้วยแต่อย่างไรก็ตามเรามักจะเห็นว่าหลังจากที่พวกนั้นหยิบก้อนหินไปเพียงไม่นานเท่านั้นก็จะต้องมีการส่งกลับมาคืนที่วัดเดิมโดยทุกคนจะอยู่ในอาการหวาดกลัวและไม่ต้องการพูดถึงว่าเหตุใดพวกเขาถึงเอาก้อนอิฐก้อนหินเหล่านั้น

กลับมาคืนซึ่งแม้บางคนนั้นจะหยิบจากเมืองไทยไปถึงต่างประเทศแต่ก็ยังมีการประสานงานกับสถานทูตให้ส่งกลับมาที่วัดที่เมืองไทยซึ่งเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโบราณสถานพวกกรมศิลปากรมักจะให้ข้อมูลว่ามักจะมีคนที่ส่งของทางไปรษณีย์มาเป็นประจำและเมื่อแกะออกก็จะเป็นก้อนอิฐก้อนหินซึ่งจะมีการเขียนเป็นเอกสารว่าให้ฝากเอาไปคืนที่วัดซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า ผู้คนเหล่านั้นไปเจออะไรมาว่าน่าจะเจอปู่โสมเป็นห่วงทรัพย์สินของชาติกลับคืนมานั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า Gclub มือถือ

ประเพณีการทำบุญร้อยวัน

ซึ่งการทำบุญร้อยวันนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องทำให้กับคนที่เสียชีวิตเพราะว่าเป็นการที่เราทำบุญไปให้กับคนที่เสียชีวิตจะได้เป็นสะเบียนบุญให้กับคนที่ตายนั้นได้ไปและก็จะมีคนเข้ามาถามบ่อยว่าการที่เราทำบุญนั้นต้องทำยังไง  ต้องใช้เงินมากน้อยแค่ไหน 

การทำบุญนั้นเราต้องทำที่บ้านหรือว่าที่วัด  และเรานั้นจะต้องนับวันยังไงว่าครบร้อยวันการที่เรานับได้แล้วจำเป็นไหมว่าเราต้องเอาให้ครบพอดีหรือว่าเกินได้ไหมขาดได้ไหม  เพราะว่ามีคนที่เข้ามาถามบ่อยจนวันนี้เราเอาคำตอบมาให้ว่าเราต้องทำอย่างไงไปลองอ่านกัน  

           การที่เราจะทำบุญนั้นขึ้นอยู่ว่าเราต้องการที่จะสะดวกแบบไหนเพราะว่าเมื่อก่อนนั้นการที่เราจะทำบุญเราจะมานิมนต์พระมาที่บ้านเพราะว่าคนตายนั้นเมื่อเขาตายไปแล้วนั้นเขาจะเสียชีวิตที่ไหนก็ตามเขาจะต้องมาบ้านของเขานั่นเอง  แต่ว่าเดี่ยวนี้นั้นสามารถที่จะเอาแบบว่าความสะดวกกันเพราะว่าบางคนนั้นก็ไม่สะดวกที่บ้านต้องเก็บข้าวของอีก  ดังนั้นก็ขึ้นอยู่ว่าเราจะต้องการทำที่ไหน  เอาที่เราสะดวก  

          เราจะนับยังไงว่าว่าครบร้อยวันของคนที่เสียชีวิตนั้นก็คือเรานั้นนับตั้งแต่วันที่เขานั้นเสียชีวิตเพราะว่าการที่เรานับตั้งแต่วันนั้นเป็นวันแรกจากนั้นเราก็นับไปให้ครบหนึ่งร้อยวัน  จากนั้นเราก็ดูว่าเป็นวันอะไร  การที่เราจะทำบุญนั้นเอาความพร้อมแต่ว่าเป็นความจำเป็นที่เราต้องทำ  การที่เราทำบุญร้อยวันเป็นเรื่องที่สำคัญให้แก่คนที่เสียชีวิต  ส่วนการทำนั้นเราสามารถที่จะเลยได้  แต่ว่าอย่าขาด  ควรที่จะนับวันให้ครบ  ในการที่เราจะทำบุญให้แคนที่เสียชีวินั้นเป็นเรื่องที่เราสามารถที่จะทำให้เขาได้สะสมสะเบียนบุญนั่นเอง  แต่หลังจากนั้นเขาก็ต้องไปรับกับสิ่งที่เขาต้องทำ  ดังนั้นเมื่อเราทำบุญให้แก้คนที่ตายนั้นเราก็ควรที่จะทำให้เต็มที่เพราะว่าเขาจะได้เก็บสะสมสะเบียนบุญนั่นเอง  

     ความตายนั้นต้องเกิดกับเราทุกคนเพราะว่าการที่คนที่ตายนั้นเขาก็ต้องกลับมาบ้านที่เขาอยู่ดังนั้นการที่เราจะเลือกการทำบุญนั้นเราสามารถที่จะทำได้ทั้งที่บ้านและที่วัดอันนี้ขึ้นอยู่กับเราว่าเรานั้นสะดวกแบบไหน  แต่ว่าการทำบุญให้แก่คนที่ตายนั้นเป็นเรื่องที่เราคิดว่าเป็นประเพณีที่เราต้องทำให้แก่คนที่เสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง

การที่เราเกิดมานั้นเราไม่รู้ว่าเราจะเสียชีวิตตอนไหนดังนั้นเราควรที่จะทำบุญหรือว่าเก็บสะเบียนบุญเอาไว้เพื่อที่เป็นการสะสมบุญของเราเอาไว้

 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ตำนานผีหอพัก

 เคยมีชายหนุ่มคนหนึ่งได้ไปที่หอพัก กับแฟนของเขา ซึ่งราคาของหอพักแห่งนี้ก็ครึ่งๆกลางๆไม่ได้เยอะมากแล้วก็ไม่ได้น้อยมากค่ะ และนี่ยังเป็นที่ที่รวมนักศึกษาทุกคนในมหาวิทยาลัย แต่พอไม่อยู่ได้สักพักเขาก็รู้สึกแปลก  เพราะไม่มีนักศึกษาคนไหนที่เป็นเพื่อนของเขาเลย และตอนแรกที่เขาเข้ามาในห้องเขาก็รีบจัดข้าวของแฟนสาวของเขา แต่พอเขาจัดเตรียมของไปได้สักพักใหญ่เขาก็เจอเหรียญ 10 บาทอยู่ใต้เตียงเขาเยอะมากเรียงรายกันอยู่เต็ม และพอเขานับเหรียญทั้งหมดหมดเขาก็นับได้ 180 บาท

เขาตกใจมากที่มีเหรียญเยอะขนาดนี้อยู่ใต้เตียง และหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรแฟนสาวของเขานำจึงเหรียญทั้งหมดใส่ลงไปในเครื่องซักผ้าทันที  หลายวันผ่านมาก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเขาก็เลยไม่ได้สนใจอะไร จนอยู่มาวันหนึ่งวันนั้นเขาได้ฝันประหลาดเพราะเขาฝันว่า เขานอนอยู่บนเตียงของเขาแล้วจากนั้นเขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนนั่งอยู่ตรงปลายเตียงของเขาเธอพูดภาษาที่เขาไม่ค่อยรู้จักสักเท่าไหร่เธอคนนั้นพูดว่า “จ๊ะ จ๊ะ จ๊ะ จ๊ะ”วนมาอย่างนั้น ไปเรื่อยๆหลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็หยุดแล้วผู้หญิงคนนั้นก็พุ่งเข้ามาและพยาบาลบีบคอผู้ชายคนนั้น

ชายหนุ่มคนนั้นกลัวมากจนทำให้เขาสะดุ้งตื่นเลยหลังจากนั้นเขาก็เลยหันไปดูนาฬิกาเขาตกใจมากเพราะตอนนี้ตีสองกว่าแล้ว แฟนสาวของเขาหันหน้าไปทางกระจกที่อยู่ใกล้ๆกับตู้เสื้อผ้ากระจกบานนั้นส่องได้ทั่วห้องรวมถึงห้องน้ำด้วย หลังจากนั้นเขาก็หันไปที่กระจกที่อยู่ตรงตู้เสื้อผ้าหลังจากนั้นเขา เผลอไปเห็นเงาในกระจกที่มีเงาดำๆเขาไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายแต่เขารู้แค่ว่าเรานั้นมือหนึ่งของมันไปเกาะอยู่ที่ประตูห้องน้ำเขาได้แต่มองอยู่แบบนั้น เมื่อเขามองไปได้สักพักเขาก็รู้สึกว่าเงาดำๆนั้นทำท่าเหมือนกำลังลากร่างของตัวเอง  ผู้ชายคนนั้นกลัวสุดขีดเขารีบวิ่งไปเปิดไฟแต่เขาก็ไม่เจออะไรเลยแฟนของเขาสะดุ้งตื่น

และถามเขาว่า “มีอะไรหรอ”แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรและนอนต่อ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผ่านไปเป็นเดือนเดือนก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นและคืนหนึ่งฝันเหมือนเดิมเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาในเวลา 02:00 เหมือนเดิมเขามองไปที่กระจกแต่ไม่เห็นอะไรหลังจากนั้นเขามองไปที่ผ้าม่านตรงระเบียง ผ้าม่านของเขาพริ้วเหมือนมีใครอยู่ตรงนั้นเขารีบมองไปใกล้ๆแต่ก็ไม่เจออะไร

แต่พอเขาลองมองดีๆ ใบหน้าของคนหนึ่งอยู่ตรงระเบียงเขาจึงได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้กับเพื่อนๆของเขาฟังเพื่อนๆของเขาถึงกับอึ้งและเล่าเรื่องหนึ่งให้เขาฟัง เขาก็เคยไปอยู่ที่นั่นเขาเล่าให้ฟังว่าเขาก็เจอเหตุการณ์แบบเดียวกันเขาทนไม่ไหวจึงอยากย้ายออกแต่พอจะย้ายเขาได้ไปดูที่บ้านจะนอนเขาเจอกัน 20 แผ่นอยู่ใต้เตียง เขากลัวมากจึงรีบย้ายออกเขาจะไปถามเพื่อนที่รู้เรื่องผีเพื่อนเขาบอกว่าเคยมีผู้หญิงที่ท้องอยู่เธอ

ได้กินยาแท้งลูกของเธอ และตายอยู่ในห้องที่ชายหนุ่มคนนั้นได้ไปอยู่เกือบเป็นเดือน หลังจากนั้นไปพบศพของเธอเข้าจึงได้แจ้งความ หลังจากนั้นใครที่มาเข้าห้องแห่งนี้ก็โดนแบบเดียวกันทุกๆคืนถึงไม่มีใครได้ไปอยู่ห้องนั้นเลย

 

 

สนับสนุนโดย  เซ็กซี่บาคาร่า

ตำนานคิวปิด

ถ้าพูดถึงเรื่องความรักจะมีประโยคนึงที่มักจะได้ยินกันบ่อยคือกามเทพยิงลูกศรแห่งความรักใส่คู่รักซึ่งถ้าพูดถึงกามเทพจริงแล้วกำลังเทพคือเทพที่มีนามว่าอีรอสซึ่งทุกคนจะรู้จักองค์การประเทศในรูปร่างของเด็กที่จะมีคันธนูและลูกธนูเพื่อที่จะยิงศรใส่คู่รัก ความรักยิ่งลึกซึ้งอยู่ทำให้คนที่กำลังเกลียดกันกลับมารักกันอีกครั้งหรือทำให้คนมีชะตาที่จะได้รักกัน มีวันหนึ่งที่ประเทศที่ทำเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นเราได้พบชายหนุ่มคนหนึ่งและเห็นว่ามีผู้หญิงคนนึงที่หน้าตาเหมาะกับฝ่ายจึงได้แผลงศรใส่ฝ่ายชาย

เมื่อผู้หญิงคนนั้นเดินมาถึงเธอเห็นผู้ชายคนนั้นได้เห็นหญิงแก่ก่อนหลังจากนั้นเขาจะหลงรักหญิงแก่ทันทีและขอให้หญิงแก่คนนั้นแต่งงานซึ่งจริงแก่ก็รีบตอบตกลงผู้หญิงคนนั้นเสียใจมากที่เขาเลือกที่จะรักหญิงแก่แทนที่จะเลือกที่จะแต่งงานกับคนที่รู้จักกันมานาน แต่หลังจากที่เทพหรือเทพและหญิงคนนั้นเสียใจด้วยความที่ยังเป็นเด็กเขาจึงหัวเราะคิกคักและไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ เมื่อก่อนตอนที่โลกยังไม่ถือกำเนิดได้มีเพศสัมพันธ์พระจันทร์เทพแห่งจันทร์ตาเทพแห่งความมืดและเทพกามเทพหรือเทพอีรอสเกิดขึ้นหลังจากนั้นเทพแห่งจันทราได้แยกแผ่นดินทั้งสองออกจากกัน

จนเกิดเป็นโลกและดาวต่างๆ และหลังจากนั้นเทพแห่งจันทราก็กลายเป็นเจ้าแห่งขุมนรกและคิวปิดและประเทศอื่นๆก็เป็นผู้คิดจะช่วยกันกุมชะตาของโลก ในประวัติศาสตร์ของเทพต่างๆที่เมืองกรีกจริงๆแล้วได้มีเขียนไว้ว่าองค์การพระเทพเป็นบุตรของเทพแห่งความรักและความงามและเป็นบุตรของเทพแห่งสงครามผู้ยิ่งใหญ่ จริงๆแล้วเมื่อก่อนเทพแห่งความรักและความงามซึ่งเป็นแม่ขององค์การประเทศนั้นจริงๆแล้วได้แต่งงานจับเทพแห่งการชั่งโดยที่เธอไม่ได้เต็มใจเนื่องจากถูกสุดผู้เป็นพ่อของเธอบังคับ

แต่เธอไม่ได้รักเขาแล้วเนื่องจากว่าเขามัวแต่สนใจกับผลงานของเขาและเขายังมีหน้าตาก็อัปลักษณ์และน่าเกลียดในระหว่างที่เขากำลังสนใจแต่งงานเธอจึงได้ทำความรู้จักกับเทพแห่งสงครามที่มีหน้าตาที่หล่อเหลาและดีกว่าเทพแห่งการชั่งไหนไหน ซึ้งหลังจากนนั้นเธอก็ได้หลับนอนกับเทพแห่งสงครามและได้มีลูกเป็นองค์กามเทพและตั้งชื่อว่าอีรอสซึ่งในประวัติศาสตร์ยังได้กล่าวไว้อีกว่าเทพอีรอสหรือองค์กามเทพเป็นเทพที่เด็กที่สุดและเป็นเทพที่ซุกซนและมักจะแกล้งคนในโลกมากที่สุดดังนั้นทุกคนจึงเรียกองค์กามเทพว่าเทพที่ป่วนที่สุดในสวรรค์

เทพอีรอสหรือองค์กามเทพชอบสอนขนาดใหญ่ที่มีพลังมากของเทพApolloหลังจากนั้นองค์กามเทพก็ได้ขอลูกธนูและคันธนูมาเล่นแต่เนื่องจากเป็นอาวุธที่ทรงพลังมากเทพApolloจึงปฏิเสธหลังจากนั้นคิวปิดจึงบินไปหาสามีที่แท้จริงของเทพแห่งความงามและขอให้เขาทำธนูและคันธนูให้ซึ่งหลังจากนั้นสามีที่แท้จริงของเทพแห่งความงามก็ทำธนูให้จนสำเร็จและหลังจากนั้นเมื่อเขายิงธนูมันก็จบไปที่โลกมนุษย์ในเมื่อไปโดนมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังอยู่ด้วยกันทั้งสองก็ตกหลุมรักกันเขาจึงรู้ว่าเขามีความสามารถทางด้านนี้และถูกแต่งตั้งให้กลายเป็นกามเทพ

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ํา 100

Close Up Style หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

เราคงเคยเห็นกันมาบ้างแล้วล่ะว่าการถ่ายภาพ Portrait นั้นก็มีหลายต่อหลายแนวเช่นกัน ซึ่งมันจะเป็นการแบ่งย่อยออกไปเยอะมากเลยล่ะ พูดไม่หมดเลย แต่หลักๆแล้วในแบบทั่วไปก็จะมีการเน้นเรื่องจุดโฟกัสไปที่ดวงตานั้นแหละ ก็เพียงพอทำให้ภาพนั้นกลายเป็นภาพ Portrait ที่ดีแล้ว

แต่ก็จะมีแนวที่เรียกว่าไม่ได้เน้นที่ดวงตาก็มีนะ ซึ่งผมจะไม่พูดถึงละกัน เพราะเน้นตรงไหน ก็ไปโฟกัสตรงนั้นแหละ จบ แต่มีการถ่าย Portrait แบบนึง ที่มีความพิเศษเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพสักหน่อย นั้นคือแบบที่เรียกว่า Close up นั้นเอง เป็นการถ่ายแบบ Portrait นะ ไม่ใช่การถ่าย Macro สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน การถ่ายแบบ Close up คือการถ่ายให้นางแบบนั้นอยู่เต็มกรอบ หรือเกือบเต็มเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนก็ตาม ส่วมมากแล้วจะเห็นการถ่ายแบบมุมเฉียงด้านบน หรือจะมีแบบว่า Close up เห็นกันเพียงใบหน้าก็มีนะ ซึ่งการถ่ายแบบนี้ก็ใช้การโฟกัสที่ดวงตาเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือการปรับค่ารูรับแสงให้เหมาะสมนั้นเอง

ค่ารูรับแสงนั้นเป็นตัวกำหนดตัวค่าความชัดลึกชัดตื้นอย่างที่รูกันดี เพราะฉะนั้นแล้วการถ่ายภาพที่ใกล้มากๆนั้น ทำให้เกิดความบางของระยะชัดลึกชัดตื้น ที่จะยิ่งบ้างขึ้นเรื่อยๆเมื่อเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆนั้นเอง แล้วจุดนี้เองที่เป็นปัญหาสำคัญของเหล่านักถ่าย Close up เพราะว่าถ้าเราไม่ปรับรูรับแสงไปด้วยนั้น การที่โฟกัสตา อาจจะทำให้ ปาก หู จมูก นั้นเบลอตามไปด้วยนั้นเอง แล้วนี่ไม่ใช่การถ่ายถาพ Portrait ที่ดีแน่นอน

เพราะเราต้องการให้ชัดทั้งใบหน้าเพื่อสื่อสิ่งที่นางแบบอยากจะสื่อให้มากที่สุด ถ้าใช้เลนส์ระดับโหดมากๆละก็ จะยิ่งกว่านั้นอีก พวกค่ารูรับแสง f 0.95 นี่ต้องขอบอกเลยว่า โฟกัสตา ขาตาไม่ยังเบลอเลย!!!! ซึ่งมันก็มากเกินไปนะแบบนี้ ดังนั้นแล้วการถ่ายภาพ Close up ต้องทำการปรับค่ารูรับแสงให้พอเหมาะกับการที่จะได้ความชัดทั้งใบหน้า อย่าได้ยึดติดกับความกว้างเด็ดขาด

เพราะเราอาจจะกลัวความเบลอหลังนั้นหายไป แล้วทำให้ภาพไม่สวย บอกเลยว่าแค่ปรับค่ารูรับแสงให้เพียงแค่หน้าชัด ไม่ทำให้ฉากหลังหายเบลอหรอก แม้แต่ผมยังเบลออยู่ด้วยซ้ำไปนะ ดังนั้นแล้วปรับเถอะ ปรับให้หน้าชัดทั้งหน้าไว้ก่อน แต่ก็ค่อยๆปรับล่ะ ถ้าหมุนไปซะแคบเลย ก็จะทำให้ภาพฉากหลังไม่เบลอแหละ ต้องเริ่มปรับจากทางกว้างแล้วค่อยลดไปเรื่อยๆจนได้ความชัดใบหน้าที่เราพอใจเป็นพอ จบปิ๊ง

 

 

สนับสนุนโดย  Gclub ดาวน์โหลด