ความเป็นมารองเท้าแบรนด์ Nike

วันนี้เว็บ  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ  เรามาทำความรู้จักกับแบรนด์ Nike กัน

Nike เป็นยี่ห้อที่จะผลิตเครื่องไม้เครื่องมือทุกจำพวกที่เกี่ยวเนื่องกับการกีฬา มิได้เน้นที่รองเท้าสิ่งเดียวเท่านั้น เดิมที Nike เริ่มมาจากธุรกิจขายรองเท้าก่อน ก่อนการมาเริ่มผลิตอุปกรณ์ทางกีฬาอื่นๆจัดจำหน่ายจนกระทั่งเป็นยี่ห้อที่มีชื่อเสียงทั้งโลก และก็ถ้าหากย้อนจุดเริ่มแรกของ Nike นั้นก็จำเป็นต้องขอบอกว่า จุดกำเนิดมาจากผู้ชายสองคนซึ่งทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน ชื่อ Bill Bowerman แล้วก็ชื่อ Phil Knight

 โดยแต่เดิมนั้น Bill มีอาชีพเป็นครูฝักสอนอยู่ที่มหาลัยแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วน Phil นั้นเป็นนักกีฬานักวิ่ง จุดเริ่มแรกของการเป็นแบรนด์ Nike เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1964 ด้วยการที่เพื่อนสนิททั้งคู่นำเงินมารวมกันแล้วเปิดขายรองเท้าซึ่งเป็นสินค้านำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ยี่ห้อ Onitsuka Tiger โดยเขาทั้งคู่ร่วมด้วยกันตั้งบริษัทขึ้นมาชื่อว่า บริษัท Blue Ribbon Sports เปิดเป็นร้านค้าขายรองเท้า  ซึ่งร้านของพวกเขาเป็นที่นิยมอย่างมาก กระทั่งสุดท้ายพวกเขาทั้งคู่ก็มีความคิดว่าพวกเขาควรผลิตรองเท้าของตนเองแทนที่จะนำเข้ามาขาย

 ด้วยเหตุนี้พวกเขาก็เลยยกเลิกการนำสินค้าเข้ารองเท้ายี่ห้อ Onitsuka Tigerแล้วจึงเปิดโรงงานทำรองเท้าของตน โดยใช้ยี่ห้อ Nike ที่มีโลโก้เป็นตัวเครื่องหมายถูก ซึ้งรู้จักกันในชื่อ Swoosh ซึ่งเวลานี้พวกเขายังคงใช้ชื่อบริษัทเป็นชื่อเดิม ก่อนจะมาแปลงชื่อบริษัทใหม่หลังจากบริษัท Blue Ribbon Sports มาเป็นชื่อบริษัท Nike อย่างในตอนนี้

 โดยมีการเปลี่ยนแปลงชื่อเมื่อปี ค.ศ. 1978 แล้วก็พวกเขาได้ทำรองเท้า nike ทีแรกในปี ค.ศ. 1971 ซึ่งธุรกิจการค้ารองเท้าผ้าใบมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะว่าพวกเขาจะเน้นย้ำให้ความใส่ใจกับคนที่สวมใสรองเท้าควรต้องใส่แล้วสบายเท้ารวมทั้งไม่เป็นอันตรายเมื่อสวมรองเท้าของเขา ซึ่งเมื่อกิจการค้าดียิ่งขึ้นเรื่อยพวกเขาก็เลยได้มีการเพิ่มตลาดจากที่เคยผลิตแต่รองเท้าสิ่งเดียวมาเป็นการผลิตเครื่องมืออื่นๆทางการกีฬาขายด้วย เป็นต้นว่า สโนว์กระดาน รถจักรยานเสือเทือกเขายิ่งกว่านั้นเขายังผลิตอุปกรณ์

ซึ่งสามารถวัดการเต้นของชีพจร ได้อีกด้วย นับวันสินค้ายี่ห้อ nike ยิ่งเป็นที่นิยมอย่างใหญ่โต นักกีฬาดังๆระดับนานาชาติต่างก็นิยมใช้รองเท้าแบรนด์นี้ทุกคน เช่น  Michael Jordan, Mia Hamm, Roger Federer, and Tiger Woods ต่างก็ใช้รองเท้ายี่ห้อ nike ร่วมกันทั้งหมด 

นอกนั้นเพื่อผู้คนทั้งโลกรู้จักแบรนด์ Nike กันเยอะขึ้นเรื่อยๆพวกเขาก็เลยลงทุนด้านการโฆษณาทำโปรโมท จนกระทั่งผลิตภัณฑ์ของ nike มีชื่อเสียง ซึ่งพวกเขายังได้ตกลงใจซื้อรองเท้าแบรนด์ดังยี่ห้ออื่นเพื่อเอาเมาเป็นบริษัทย่อยของตนอีกด้วย และยี่ห้อที่ซื้อเป็นบริษัทในเครือ อาทิเช่น converse และก็ Hurley

ประวัติศาสตร์ตำนานของ เหรา

เหรา ตัวกิน พญานาค

หากกล่าวถึงพญานาคเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับสัตว์ในตำนานตัวนี้เป็นอย่างมากเพราะได้มีการกล่าวถึงมันอยู่ตลอดและปรากฏตัวอยู่ในภาพยนตร์หลายเรื่องแถมยังมีให้เห็นตามวัดในที่ต่างๆอีกมากมายลักษณะของงูขนาดใหญ่มีเกล็ดสีสันสดใสบางก็ว่าสีมีมากถึง7สีคู่ปรับของพญานาคนั้นไม่ได้มีเพียงแค่พญาครุฑเท่านั้นยังมีตำนานเล่าว่าในมุมมืดหนึ่งมีสัตว์ในพงศาวดารอีกตัวได้แอบอยู่ในความมือมิดจ่องมองพญานาคอยู่อย่างเงียบๆรอคอยโอกาศที่จะกลืนกินพญานาคหากไม่ทันระวังตัวนั่นก็คือ เหรา หรือ เงือกงู เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของคำพริกแพงที่กลายมาเป็นคำว่ามงกรในปัจจุบัน

บางครั้งถูกเรียกว่าเงือกกลือนาค บ้างก็เรียกตัวสำรอก เป็นสัตว์ในตำนานอีกประเภคหนึ่งที่จะปรากฏตัวให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในงานศิลปวัดวาอารามแต่คนทั่วไปกับไม่รู้จักและไม่ได้สังเกตุเห็นพวกมันด้วยซ้ำ เหรา นั้นมีลักษณะคล้ายกับงูใหญ่จะมีเท้าสั้นๆใส่ได้ทั้งบนบกและในน้ำมีความคล้ายคลึงระหว่างจระเข้กับพญานาคจะกินเนื้อเป็นอาหารและยังมีชื่อเรียกอื่นๆเช่น มงกรคล้ายนาค หรือ ตัวกินนาค  

ตำนานเรื่องเล่าของ เหรา  เหราได้ปรากฏตัวตำนานกำเนิดแม่น้ำโขงที่เชื่อกันว่าที่จริงแล้วแม่น้ำที่รู้จักกันดีของชาวอีสานแห่งนี้ได้เกิดขึ้นมาจากพญานาคสองตัวมีนามว่า ทยะมูล ทิยาวะ ที่ปกครองหนองน้ำขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่าหนองแสงปกครองอยู่คนละด้านและได้เกิความไม่เข้าใจทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรกจนบรรดาเหล่าสัตว์ที่อยู่บริเวณนั้นบาดเจ็บและได้ตายเป็นจำนวนมากพระอินทร์ทรงใช้ให้พระวิศวกรรมลงมาปรามซึ่งโดยเทพองค์นี้ได้ส่ง เหรา ลงมาสู้รบขับไล่พญานาคเจ้าปัญหาทั้ง3ตนพญานาคนั้นต่อสู้กับพลังของ เหรา ไม่ได้และก็ได้แพ้ไปแต่เพราะความกลัวจะถูก เหรา จับกินก็จึงได้พากันหลบหนีไปจากนั้นก็ได้ทิ้งร่องรอยการเลื้อยหนีของพญานาคและจึงได้กลายมาเป็นแม่น้ำโขงอย่างที่ได้เห็นกันในปัจจุบัน

สำหรับประวัติศาสตร์ที่เล่าขานมานั้นถือได้ว่าเป็นตำนานที่เรานั้นควรศึกษา จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ขึ้นอยู่กับส่วนบุคคลโดย คนเหล่านั้นจะเป็นผู้ตอบเองว่าเขาเชื่อหรือไม่ แต่นั้นก็ไม่ได้บ่งบอกว่าจะเป็นเรื่องที่ผิด ซึ่งเราศึกษาไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร และยังถือได้ว่าเป็นตำนานที่เรานั้นคาดไม่ถึงอีกด้วย โดยตำนานหรือประวัติศาสตร์อาจจะถูกสร้างขึ้นมาจากเรื่องจริงหรืออาจจะเป็นการแต่งเพื่อความบันเทิงก็ตาม แต่ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามและน่าอ่านยิ่งนัก

 

สนับสนุนโดย  v9bet

โศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงของประเทศกัมพูชา

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุคเขมรแดงโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงของประเทศกัมพูชา”

หลายๆคนอาจจะพอเคยได้ยิน คำว่าเขมรแดงมากันอยู่บ้างแล้ว แต่อาจจะยังไม่ค่อยรู้ว่าจริงๆแล้วเขมรแดงนั้นคืออะไร เพราะว่ามันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเกิดขึ้นมานานพอสมควรแล้ว แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ได้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเกิดขึ้น หรือหลายๆท่านอาจะพอได้ยินเรื่องของทุ่งสังหารมาพออยู่บ้าง ดังนั้นวันนี้เราจะมาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเขมรแดงกันว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เขมรแดงเป็นคำที่ใช้เรียกตัวแทนแห่งความสำเร็จของระบอบการปกครองแบบเผด็จการในคราบของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งได้กุมอำนาจมาในช่วงหนึ่งของการปกครองที่ประเทศกัมพูชา เป็นการปกครองเพื่อแสดงถึงจุดยืนในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยมีแนวคิดและอุดมการณ์แบบปฎิวัติเบ็ดเสร็จ ที่มีการดูแลรักษาเผด็จการโดยชนชั้น กรรมมาชีพ ที่แสดงถึงจุดยืนท่ีแน่วแน่ในการปกครอง 

ซึ่งสิ่งแรกที่กลุ่มเขมรแดงได้ปฎิบัติหลังจากที่ได้ยึดอำนาจแบบ 100% แล้ว นั้นก็คือการบังคับให้ประชาชนชาวกัมพูชา นั้นต้องทำการเกษตรและต้องใช้แรงงานกันในพื้นที่ที่ชนบท เพื่อเป็นการแบ่งแยกศัตรูทางชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร เชื้อพระวงศ์ ผู้ที่มีการศึกษา และผู้ที่มีวิชาชีพในด้านต่างๆ โดยทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้นได้ถูกกำจัดทิ้งทั้งหมด จึงทำให้ในเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องมีผู้ที่เสียชีวิตถึง 850,000 ไปจนถึง 3 ล้านคน และเมื่อยิ่งเทียนกับอัตราส่วนของประชากรในประเทศ ถือเป็นเรียกได้ว่าแทบจะฆ่าล้างประเทศเลยก็ว่าได้ ซึ่งในตอนนั้นประชากรในประเทศกัมพูชามีเพียงแค่ 7.5 ล้านคนเท่านั้น ถือเป็นการสังหารหมู่ที่รุนแรงและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก 

กลุ้มเขมรแดงนั้นได้ใช้เวลาในการปกครองประเทศกัมพูชายาวนานถึง 4 ปี จนในปี .. 2522 กลุ่มกองกำลังของเขมรแดงก็ได้เสื่อมอำนาจลง เพราะได้ถูกบุกรุกโดยเวียดนาม ซึ่งการจากการที่เขมรได้สร้างฐานที่มั่นเอาไว้ในไทย จุงยังส่งผลให้สามารถที่จะพยุงอำนาจต่อไปในอีกซักพัก ซึ่งในปี .. 2539 ขบวนการของเขมรแดงก็ได้เสื่อมอำนาจลงอย่างเป็นทางการ แต่ว่า พล พต หัวหน้าของกลุ่มเขมรแดงก็ไม่ได้รับการพิจารณาคดี จากการที่เขาได้ทำการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ จนแม้กระทั่งวินาทีที่เขาเสียชีวิต ในวันที่ 15 เมษายน ปีพ.. 2541 ประชาชนก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรมจากเขา รวมไปถึงอีกคนอย่าง ตา ม็อก อดีตผู้นำของเขมรแดง ที่แม้แต่จนกระทั่งวันที่เขาตาย คดีการสั่งหารประชาชนก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาเช่นเดียว

และนี่ก็ถือเป็นโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองที่น่าเศร้าเสียใจที่สุด จากการที่คนเหมือนกันได้ฆ่ากันเองเพียงเพราะอำนาจ และการปกครองแบบเผด็จการ ที่ไม่ว่าใครที่คิดจะเห็นต่างก็ได้ถูกกำจัดออกไปอย่างน่าสงสาร และก็มันถือว่าเป็นตัวอย่างที่เราคนไทยเห็นแล้วก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับคนไทยที่ ปัจจุบันเราก็เหมือนได้ถูกปกครองโดยเผด็จการในคราบของประชาธิปไตยจอมปลอม

 

ได้รับการสนับสนุนเรื่องราวจาก  สมัคร gclub slot ไม่มีขั้นต่ำ

แนวเขตชายฝั่งที่เป็นรอยต่อระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

คุณเคยเห็นแนวเขตชายแดนที่แปลกๆหรือทุกคนอาจจะเคยเห็นเส้นแนงเขตที่เป็นแนวเขตสองด้านแต่ที่แปลกไปกว่านั้นและแปลกไปกว่าเส้นแนวเขตชายแดนอื่นๆที่มีเส้นเขตชายแดนถึงสามเขตในที่เดียวกันซึ่งมันจะเป็นอย่างไรมาดูกัน

โต๊ะปิกนิก3ประเทศระหว่างประเทศออสเตรีย สโลวาเกีย และ ฮังการี 

หากเพื่อนๆคนไหนที่อยู่บ้านเบื่อๆลองเปลี่ยนบรรยากาศไปปิกนิกในสวนสาธารณะแต่เดี๋ยวนะแค่เดินเข้าไปซื้อของในร้านสะสวดซื้อแถวบ้านแล้วเอามากินที่สวนสาธารณะไม่เห็นจะหน้าสนุกตรงไหนถ้างั้นเราไปปิกนิกวันเดียว3ประเทศเลยดีไหมหาลายคนก็คงไม่เชื่อกันใช่ไหมว่ามัยมีอยู่จริงหรือแต่ที่ว่ามานี้มันได้เกิดขึ้นในอุทยานซึ่งได้ตั้งอยู่บนพรมแดนทั้ง3ประเทศซึ่งนั้นก็ได้แก่ ออสเตรีย สโลวาเกีย ฮังการี มาบรรจบกัน

ซึ่งจุดกึ่งกลางนั้นพวกเขาได้ตั้งโต๊ะสามเหลี่ยมตัวนี้เอาไว้เป็นแลนด์มาร์คล้ำได้อีกถ้าบ้านเรามีสามเหลี่ยมทองคำส่วนบ้านเขานั้นก็จะเป็นสามเหลี่ยมโต๊ะปิกนิกสินะเพียงแค่คุณนั้นสลับที่นั่งก็เหมือนว่าคุณนั้นได้ข้ามไปอีกหนึ่งประเทศแล้วแต่จะว่าไปนะโต๊ะสามเหลี่ยมนี้ก็เหมาะแก่มิตรสหายจากประเทศเพื่อนบ้านมานั่งเล่นกันสุดๆ

 

เขตปลอดอาหารเกาหลีระหว่างประเทศเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้

ถึงแม้ว่าทั้งสองประเทศนี้ยังไม่เกี่ยวก้อยกันสักทีแต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีพื้นที่เล็กๆเอาไว้เพื่อที่คนทั้งสองประเทศนั้นได้พูดคุยกันเขตปลอดทหารหรือที่เรียกเท่ๆว่าDMCนั้นเป็นพื้นที่กันชนระหว่างพรมแดนเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ซึ่งได้เริ่มก่อตั้งในปี1953ซึ่งได้มีพื้นที่ความยาว250กิโลเมตรและกว้าง4กิโลเมตร

โดยเราสามารถเข้าไปไกล้ชิดได้อย่างสองประเทศได้อย่างปลอดภัยจากเขตปันมุมจอมทางด้านฝั่งเกาหลีใต้เท่านั้นที่นี้จะมีทหารซึ่งทำหน้าที่คอยเป็นไกด์พาเที่ยวชมมีร้านขายของที่ระลึกอีกทั้งยังรวมไปถึงห้องประชุมที่ตั้งอยู่ระหว่างกึ่งกลางของสองเกาหลีและอีกแรงมารค์ที่น่าสนใจก็คือตรงบริเวณสพานไปไม่หวนกลับสาเหตุที่เขาเรียกแบบนี้เพราะเมื่อก่อนเป็นที่ส่งเชลยศึกกลับประเทศแล้วห้ามหวนกลับมายังข้ามประเทศเพื่อนบ้านอีกเพื่อนคนไหนที่ไปเที่ยวDMCก็อย่าลืมทำตามขอปฏิบัติของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดด้วยนะ

สำหรับพวกเขานั้นคงอยู่ยากสักหน่อยหากอยู่ในช่วงต่อของแต่ละอัน แต่ว่าประเทศของใครใครก็รักจึงไม่อยากที่จะให้ข้ามเขตแดนของกันและกัน แต่ทางที่ดีเราควรสมานณะฉันดีกว่านะเพราะว่าเรานั้นจะต้องเห็นหน้าตากันทุกวันจึงเป็นเรื่องยากที่จะให้ผิดใจกัน ควรถ่อยทีถ่อยอาศัยกันถึงจะดี

 

สนับสนุนเรื่องราวจาก  เว็บบาคาร่าฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ