Johan Vermeer สุดยอดศิลปินเอกของโลก

อีกหนึ่งจิตรกรของโลกที่มาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ และถือเป็นศิลปินที่เก่าแก่มากอีกคนนึง

ซึ่งศิลปินคนนี้ออกจะลึกลับซักหน่อย เพราะเขานั้นตอนที่เป็นศิลปินอยู่ที่บ้านเกิดเขาก็ไม่ได้โด่งดังอะไรมากนัก ผลงานของเขาค่อยมาโด่งดังตอนที่เขาจากโลกนี้ไปแล้ว ดังนั้นความที่เขาเป็นศิลปินที่อยู่แต่เพียงประเทศบ้านเกิดตัวเองนั้นทำให้ไม่ค่อยมีบันทึกเกี่ยวกับเขาที่ไหนเลย แล้วเขาก็มีครอบครัวอยู่ที่เมืองเกิดและอยู่ที่นั้น

ฝึกฝนศิลปะจิตรกรรมเพียงคนเดียวทั้งชีวิตเลยล่ะ

เขานั้นทุ่มเทให้กับงานจิตรกรรมของเขาได้อย่างประณีต ทำให้เขานั้นวาดรูปได้ค่อนข้างช้าแต่ก็เก็บรายละเอียดได้อย่างดีเยี่ยม เขานั้นเลยมีผลงานที่ไม่เยอะนัก แถมเขาก็มีอายุที่สั้นนัก เพียง 43 ปีเขาก็ได้จากโลกใบนี้ไปซะแล้ว ยังไม่ทันได้เชยชมชื่อเสียงจากงานจิตรกรรมของตัวเองเลย

 

จิตรกรคนนี้ ค่อนข้างอาภัพนักเชียว เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาตลอด 200 ปีมานี้

ผลงานของเขาถูกเข้าใจผิดว่าเป็นของคนอื่นทำให้ชื่อเสียงไม่เข้าถึงชื่อของเขาเลย แต่สุดท้ายก็โชคช่วยหน่อยที่เกิดเป็นงานวิจัยขึ้นมาของผลงานวาดภาพเหล่านั้น แล้วก็พิสูจน์ออกมาได้ว่า ผลงานเหล่านั้นเป็นของเฟอร์เมร์มากถึง 70 รูป แต่ก็ยังไม่ถูกยอมรับทั้งหมด ทุกวันนี้ถือว่าภาพเหล่านั้นเป็นผลงานของเขาเพียง 34 ภาพเท่านั้น และนั้นถึงเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับชื่อเสียงของเขา แล้วก็ได้ถูกยกย่องให้เป็นสุดยอดจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนนึงของประเทศเนเธอร์แลนด์

ชื่อเสียงเหล่านั้นไม่ได้ได้มาเพียงรูปสวยหรอกนะ แต่ทุกภาพของเฟอร์เมร์นั้นมีเอกลักษณ์ของเขาที่เรียกได้ว่าทำได้โดดเด่นกว่าใครๆตรงเรืองการจัดแสง ว่ากันว่าเป็นการจัดแสงที่เหมือนความจริงมากที่สุดแล้ว ทำให้มีจิตรกรในยุคต่อจากเขาเรียนแบบวิธีการวาดแสงแบบนั้นขึ้นมาบ้าง ทำให้เกิดเป็นภาพที่มีชื่อเสียงต่อจากเขาอีกด้วย ด้วยความโดดเด่นด้านการใช้แสงตกกระทบที่เหมือนจริงนี้ทำให้รูปวาดของเขาส่วนมาจะมีหน้าต่างที่แสงรอดออกมา

ความเชียวชาญเฉพาะด้าน แนวทางการเป็นนักออกแบบที่ประสบความสำเร็จ

ความเชียวชาญเฉพาะด้าน แนวทางการเป็นนักออกแบบที่ประสบความสำเร็จ

เรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นเพียงส่วนประกอบก็จริง นักออกแบบหลายๆคนอาจจะไม่ได้คิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญเพราะว่าการที่มีพรแสวงนั้นก็น่าจะสามารถทำให้เขาทำได้ทุกอย่างแล้ว แต่นั้นเป็นดาบสองคม

ถ้าเกิดว่านักออกแบบเรียนรู้ทุกด้านแล้วก็พยายามทำให้เก่งทุกด้านนั้น จริงๆก็เป็นเรื่องที่ดีละนะ แต่ว่าถ้าใช้เวลากับการพัฒนาในทุกๆด้านมากเกินไป นักออกแบบก็จะไม่สามารถเก่งจนขั้นเชียวชาญในด้านใดด้านนึงเลย แล้วก็จะทำให้เป็นนักออกแบบที่โตช้ากว่าคนอื่นๆ แล้วก็จะเข้าข่ายเป็นนักออกแบบทั่วๆไปที่มีเต็มท้องตลาดแล้วก็จะต้องไปแย่งงานกัน

การที่ไม่เชียวชาญด้านใดด้านหนึ่งไปเลย ลองนึกภาพดูว่านักออกแบบคนนั้นจะมีเอกลักษณ์อะไรที่จะไปโดดเด่นมากกว่านักออกแบบคนอื่นที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด

เพราะฉนั้นหลังจากที่นักออกแบบได้แสวงหาเรียนรู้อะไรมากมายจนครบทุกด้าน นักออกแบบคนนั้นก็ควรที่จะรู้ตัวเองได้แล้วว่าตัวเองขอบอะไรในส่วนการออกแบบบ้าง แล้วก็ทำมันให้เป็นเชียวชาญที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วก็หมั่นพัฒนามันขึ้นไปอีกเรื่อยๆ วันนึงสิ่งนั้นที่คุณหลงไหลก็จะกลายเป็นจุดขายของงานออกแบบของคุณ

ซึ่งตอนนั้นก็จะทำให้เป็นนักออกแบบที่แตกต่างจากท้องตลาดอย่างแน่นอน

ไม่จำเป็นต้องออกแรงวิ่งแข่งขันกับใครๆมากนัก งานออกแบบนั้นถือเป็นเรื่องยากในการทำตลาดเลยนะถ้าเกิดว่าขาดความเชียวาญเฉพาะด้านไป ต่อให้เก่งกาจรู้ทุกเรื่องแต่รู้แบบงูๆปลาๆก็อาจจะเป็นแค่คนคุมการออกแบบเฉยๆ

แล้วถ้าวันนึงรู้สึกได้ว่าสิ่งที่เราเชียวชาญที่สุดนั้นเริ่มทำให้เรามีเวลาพอที่จะหาสิ่งอื่นมาทำให้เชียวชาญเพิ่มขึ้น ก็ค่อยขยับขยายไปทีละก้าวอย่างมั่นคง แล้วกรอบของความเชียวชาญก็จะขยายใหญ่ขึ้นพอให้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ไปได้อีกขั้นนึงด้วย นี่แหละถึงจะเป็นความต้องการของตลาดการออกแบบจริงๆ

ความรู้ด้านงานศิลป์

ความรู้ด้านงานศิลป์

 

ศิลปะคือชีวิต

ศิลปะคือวิชาเรียนที่ทุกคนต่างเคยได้เรียนกันมาครั้งหนึ่งในชีวิตเราเข้าใจความหมายของศิลปะตรงกันคือ การกระทำที่มนุษย์แสดงออกมาซึ่งอารมณ์ความรู้สึกสร้างเป็นผลงานชิ้นหนึ่งเพื่อสะท้อนมุมมองในขณะนั้นของตนเองออกมา ในพจนานุกรมศัพท์ศิลปะฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2530

ได้นิยามความหมายของศิลปะเอาไว้ว่าศิลปะคือผลแห่งพลังความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ที่แสดงออกในรูปลักษณ์ต่างๆให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพความประทับใจ หรือ ความสะเทือนอารมณ์ ตามอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา ประสบการณ์ รสนิยมและทักษะของแต่ละคน เพื่อความพอใจ ความรื่นรมย์ แต่ทั้งนี้ศิลปะก็ยังคงเป็นคำที่มีความหมายที่กว้างซึ่งแล้วแต่ว่าตัวเราเองจะเลือกเข้าใจในความหมายใด

ศิลปะที่เราสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันก็มีอยู่ทั่วไปมีทั้งแบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เราจรรโลงใจ

โดยไม่ได้ตั้งราคาเพื่อหวังผลตอบแทนเป็นเม็ดเงินและแบบที่นำมาสร้างเป็นอาชีพเพื่อหารายได้ซึ่งทั้งสองแบบนั้นก็เป็นการให้มูลค่าของงานศิลปะที่แตกต่างกันออกไปโดยใช้เศรษฐศาสตร์เป็นตัววัดผลสำเร็จแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะมองว่าศิลปะเป็นอาชีพที่ทำเพื่อเลี้ยงชีพของตนแต่เพียงแค่การเลี้ยงชีพอาจจะไม่เพียงพอ เพราะมนุษย์ทุกคนรู้จักที่จะหาเลี้ยงชีพเป็นวิสัยอยู่แล้ว

หลายคนเข้าใจว่าศิลปะเป็นสิ่งที่มีเพียงศิลปินเท่านั้นที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้

 

อยากให้ลองทำเข้าใจในอีกมุมหนึ่งว่าการเป็นเป็นศิลปินไม่จำเป็นจะต้องวาดรูปเป็นสร้างแต่งานศิลปะเป็นเท่านั้นจึงจะเรียกว่าศิลปิน แต่ในแง่มุมนี้คือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขใช้ชีวิตอย่างเข้าใจในชีวิต รู้จักที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างที่อาจารย์คามินเคยให้นิยามกับคำว่าศิลปะเอาไว้ว่า มนุษย์ทุกคนเป็นศิลปินและคนทุกคนก็กำลังทำงานศิลปะของตนเองอยู่ โดยการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าเป็นไปอย่างมีความสุข

เข้าใจในชีวิตของตน และสิ่งนี้เองที่ให้ความเป็นศิลปะที่มากกว่าศิลปะยิ่งขึ้นไปอีก เพราะถ้าเราไม่มีชีวิตศิลปะก็ไม่มีความหมายอะไร ในชีวิตเราถึงไม่มีศิลปะ ชีวิตก็ยังจะดำเนินต่อไปได้เสมอแต่ถ้าตัวเราเองไม่มีชีวิตศิลปะที่เกิดขึ้นจะมีประโยชน์ได้อย่างไร กล่าวก็คือการรู้จักคุณค่าในชีวิตของตนและเห็นคุณค่าในชีวิตของผู้อื่นด้วย นั้นถือเป็นศิลปะที่เราเองสร้างขึ้นได้

ศิลปะจริงๆแล้วไม่ใช่เพียงสิ่งถูกจารึกในประวัติศาสตร์ แต่มันคือการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีสติการทำให้ทุกวันเป็นศิลปะ โดยรู้จักที่จะทำความเข้าใจตัวตนของตนเอง และคนรอบข้าง

ศึกษาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ จะทำให้เข้าใจในสัจธรรมที่แท้จริงการดำรงชีวิตในสังคมจะเป็นไปอย่างมีความสุขได้นั้นเริ่มที่การใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ

ธาดา วาริช หนึ่งในช่างภาพชื่อดังของประเทศไทย

ธาดา วาริช หนึ่งในช่างภาพชื่อดังของประเทศไทย

 

ช่างภาพหัวนอกกรอบอีกคนนึงที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการการถ่ายภาพไปอย่างสิ้นเชิง โดยที่เขานั้นคือคนๆนึงที่ชอบในศิลปะเท่านั้นเอง

เข้าได้สร้างผลงานมากมายจนทุกคนต้องเคยเห็นกันบ่อยๆตามหน้าปกนิตยสารต่างๆที่เขานั้นเป็นคนถ่ายเกือบทุกเล่มทุกปกช่วงที่เขากำลังรุ่งสุดๆ

 

ประวัติของเขาจริงๆก็แค่เพียงคนที่ชอบศิลปะแต่ไม่ชอบแข่งขันทำให้เขาไม่อย่างเข้าเรียนสาขาที่เป็นพวกต้องจบออกไปแข่งขันกับใครมากนักต้องการอิสระเป็นเรื่องแรกก่อนแล้วเขาก็ติดใจการถ่ายภาพเนื่องจากมันรวดเร็วดีไม่ต้องมาค่อยๆวาด

 

 

 

เขานั้นได้เปิดตัวด้วยการถ่ายหน้าปกให้กับนิตยสารอิเมจนั้นเป็นเพราะความบังเอิญที่บรรณาธิการได้เห็นผลงานเขาแล้วก็ได้เรียกมาร่วมงานด้วยกัน

ซึ่งนั้นทำให้เขาได้โอกาสที่สำคัญมาไว้แล้วก็ได้ทำงานร่วมกับดาราหลายๆคนจนกลายเป็นช่างภาพที่มีชื่อเสียงอย่างมาก
แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นมาถึงจุดตันเสียแล้วนั้นจึงทำให้เขาไปลุยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆที่อเมริกา

เขาใช้เวลานอกเหนือจากการเรียนภาษาไปกับการฝึกถ่ายรูปและเรียนรู้อะไรใหม่ๆแล้วก็ถ่ายเก็บพอร์ตโฟลิโปเป็นผลงานไว้อย่างมากมายแต่แล้วเขาก็ต้องกลับมายังประเทศไทยเนื่องจากวิกฤตเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด
เขาจึงต้องหนีกลับเพื่อหนีสถานการณ์แบบนี้เป็นการจบการฝึกฝนที่อเมริกาตลอดสามปีของเขาลงไป


แต่เมื่อเขาได้กลับมาเขาก็คิดว่าพร้อมที่จะหางานช่างภาพใหม่ให้ตัวเองได้ทำงานที่ชอบต่อไปแล้วก็เกิดเป็นภาพในตำนานของเขาที่ทำให้เขาโด่งดังไปทั่วประเทศอย่างแท้จริงก็คือภาพปก ลูกเกด เมทินี นั้นทำให้เขากลายเป็นช่างภาพระดับแนวหน้าทันที
จุดเด่นของเขา ถ้าจะให้พูดจริงๆแล้ว

เขานั้นถ่ายภาพโดยไม่ชอบการเซ็ตอัพที่มากมายเพียงเพราะให้เกิดภาพที่สมบูรณ์แบบ

แต่เขานั้นชอบความไม่สมบูรณ์มากกว่าคือเขาจะดึงเสน่ห์ของนางแบบให้เข้ากับฉากหลังมากที่สุดทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากกว่าภาพแบบสมัยนั้นเป็นการสะท้อนความเป็นธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งรอบตัวแบบ