ผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะกันอย่างไร

เริ่มต้นด้วยยุคหินเก่า  มีการประดิษฐ์งานศิลปะโดยการวาดภาพบนฝาผนังถ้ำหรือเพิงหน้าผา สิ่งที่โดดเด่น คือ ภาพรวมของจิตรกรรมบนฝาผนังถ้ำ คนในยุคนั้นจะมีความอุตสาหะที่จะวาดสิ่งต่างๆ ออกมาเท่าที่จะสามารถทำได้ รวมทั้งแสดงเรื่องจริงตามที่ตามองเห็น ด้วยความเชื่อมั่น โดยส่วนใหญ่จะวาดเกี่ยวกับการล่าสัตว์ ซึ่งผู้วาดสามารถจำลักษณะส่วนประกอบและองค์ประกอบของสัตว์ได้อย่างดีเยี่ยมรวมทั้ง วิธีจับ ลีลาท่าทางต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญ 

ศิลปะอีกแบบหนึ่งในยุคนั้น คือ การปั้น โดยทำการขูด ขัดแต่ง เซาะ อาจนับได้ว่าเป็นงานทางประติมากรรม มีการตัดทอนทรง เน้นความเป็นธรรมชาติ ให้ไม่ยุ่งยากต่อการแสดงออกถึงกฎเกณฑ์ กติกาในสมัยนั้น เป็นที่สังเกตว่าประติมากรรมของผู้คนยุคนี้จะเป็นภาพคนซึ่งสตรี นอกจากนี้ยังย้ำบอกถึงรูปทรงทางเพศ 

ต่อมาในยุคหินกลาง เริ่มเมื่อราวๆ 10000 – 6000 ปีก่อนคริสต์ศักราช แบบอย่างของงานศิลป์ไม่มีอะไรสะดุดตาเท่าไรนัก เพราะเป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญของยุคหินเก่า ซึ่งมนุษย์มีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับสัตว์ ดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติ สู่ยุคหินใหม่ที่มนุษย์สามารถปรับปรุงจัดแจงธรรมชาติได้ โดยในยุคหินกลางบางทฤษฎีอาจจะถูกรวมเข้ากับยุคหินใหม่ หรือจัดให้เป็นจุดกำเนิดของยุคหินใหม่ 

ศิลปกรรมยุคหินกลางมีการศึกษาค้นพบ ผลงงานด้านจิตรกรรมตามผา โดยมีการวาดรูปเป็นคนกับสัตว์ วาดที่มีความสูงราวๆ 3 ฟุต โดยเนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่องราวสำหรับเพื่อการดำรงชีพ แสดงออกมาเป็นรูปต่างๆ ที่มีเนื้อหาเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด พัฒนาการทางด้านงานศิลปะในยุคหินกลางนั้นอาจจะพบว่าไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากจากยุคหินเก่า 

ยุคหินใหม่ ก่อนเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ เริ่มขึ้นเมื่อราวๆ 4 พันปีก่อนกลายคริสต์ศักราช ศิลปกรรมยุคหินใหม่ที่น่าสนใจ ได้แก่ เครื่องถ้วยชาม เครื่องเพชรพลอย ซึ่งพบปรากฏอยู่ในดินแดนบริตานีของฝรั่งเศส กับไอร์แลนด์ของอังกฤษ ส่วนผลงานจิตรกรรมนั้นไม่เด่นเท่าไหร่ 

ผลงานศิลปกรรมที่ชื่อเสียงที่สุดของยุคหินใหม่นั้นก็คือ การนำหินขนาดใหญ่มาตั้งวาง ในแบบต่างๆ ทั้งแบบหินตั้ง กับ แบบโต๊ะหิน โดยมีการทำที่มีลักษณะแตกต่างกัน  หินตั้งเดี่ยว หินตั้งเป็นแกนยาว หินตั้งเป็นวงกลม จนกลายเป็นอนุสาวรีย์หิน ต่อมาในช่วง 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ยังพบว่าที่ถ้ำเรมเซีย ประเทศเสปน ยังเจอภาพลายเส้นสี เป็นภาพพรานสี่คนเต้นรำตามหัวหน้าใหญ่ในพิธีการเส้นไหว้ด้วย

แม้ว่าในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์จะไม่ได้มีสิ่อำนวยความสะดวก หรืออุปกรณ์ใดๆ เลยที่จะก่อให้เกิดผลงานทางด้านศิลปะ แต่ผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นก็มีหนทาง วิถีทางที่จะสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้โดยที่ไม่รู้เลยว่า ผลงานเหล่านั้นจะมีคุณค่าต่อมนุษย์ในด้านต่างๆ มากเท่านี้

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ดูบอลสด

Sand Art คืออะไร

Sand Art หรือ ศิลปะการวาดทราย คือ การใช้ทรายเม็ดละเอียดในการวาดภาพแทนดินสอ หรือพู่กัน โดยศิลปินจะใช้วิธีการปาดทราย เททราย หรือเกลี่ยทรายลงบนแผ่นกระจก เพื่อทำเป็นรูปภาพต่างๆ ตามเรื่องราวที่ศิลปินอยากจะถ่ายทอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวจากจินตนาการ จากประวัติศาสตร์ จากความนิยาย จากนิทาน เป็นต้น สีและความละเอียดของเม็ดทราย จะทำให้เกิดแสงและเงา ภาพที่ออกมาจะเป็นโทนสีซีเปีย แม้จะไม่ได้มีสีสันสดใสเหมือนภาพวาดที่มาจากการระบายสี แต่ศิลปะการวาดทรายก็มีความสวยงามและความน่าหลงใหลไม่น้อยเลยทีเดียว

Sand Art เป็นศิลปะที่ได้รับมาจากประเทศแถบยุโรป ศิลปะการวาดทรายเริ่มเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ.2552 และในประเทศไทยมีศิลปินวาดทรายเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีผลงานโดดเด่น และได้รับความสนใจ Sand Art ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในเมืองไทยมากนัก เพราะยังไม่ได้มีการจัดการเรียนการสอนเป็นขั้นเป็นตอนแบบจริงจัง ศิลปินทั้งหลายต้องใช้ความเพียรพยายาม และฝึกฝนด้วยตนเอง 

Sand Art เป็นศิลปะที่ได้ใช้ประโยชน์จากอวัยวะของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น มือ ฝ่ามือ นิ้วมือ ในการปล่อยทราย การกำทราย การบังคับทิศทางของเส้น กว่าจะได้ออกมาสักหนึ่งผลงานจะต้องใช้การฝึกฝน การสร้างสรรค์ และต้องมีสมาธิสูง จึงจะสามารถสร้างศิลปะการวาดทรายออกมาได้อย่างดีเยี่ยม นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการสร้างผลงานในศิลปะแขนงนี้ ด้วยความที่ต้องใช้เม็ดทรายในการวาดภาพเล่าเรื่องแทนดินสอสี

ต้องมีการบังคับเส้นของเม็ดทรายเพื่อให้ได้ออกมาเป็นรูปร่างที่ต้องการ ยิ่งเรื่องราวที่จะถ่ายทอดนานมากเท่าไรยิ่งต้องใช้ทักษะและการฝึกฝนที่สูง การจะหาชมศิลปะการวาดทรายจึงค่อนข้างยาก แต่ถ้ามีโอกาสได้รับชมแล้วจะต้องหลงรักในศิลปะการวาดทรายอย่างแน่นอน ใครจะไปคาดคิดว่าเม็ดทรายเม็ดเล็กๆจะก่อให้เกิดผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ได้

คนส่วนมากมักมองข้ามเม็ดทรายเหล่านี้ไป แต่ศิลปินกลับนำเม็ดทรายเหล่านี้ไปสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวต่างๆได้ผ่านเม็ดทราย ใครที่ได้รับชมจะต้องตะลึงในความสามารถของศิลปิน และความสวยงามของศิลปะการวาดทราย ไม่เพียงแค่มีการใช้เม็ดทรายในการถ่ายทอดเรื่องราวเท่านั้น แต่ยังมีดนตรีประกอบการแสดงด้วย นั่นยิ่งทำให้ศิลปะการวาดทรายน่าดึงดูดและสวยงามขึ้นไปอีก

หากใครอยากรู้ว่า Sand Art คือศิลปะแบบใด มีการถ่ายทอดผลงานออกมาในลักษณะไหน สามารถไปหาชม Sand Art ได้ผ่านทาง youtube โดยศิลปินจะมีการทำการแสดงศิลปะการวาดทรายออกมาเป็นคลิปวิดีโอไม่กี่นาที แต่ในไม่กี่นาทีนั้นกลับสร้างความประทับใจและตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้ชมได้ไปตลอดกาล 

 

 

สนับสนุนโดย  sexybaccarat

ตำนานผีหอพัก

 เคยมีชายหนุ่มคนหนึ่งได้ไปที่หอพัก กับแฟนของเขา ซึ่งราคาของหอพักแห่งนี้ก็ครึ่งๆกลางๆไม่ได้เยอะมากแล้วก็ไม่ได้น้อยมากค่ะ และนี่ยังเป็นที่ที่รวมนักศึกษาทุกคนในมหาวิทยาลัย แต่พอไม่อยู่ได้สักพักเขาก็รู้สึกแปลก  เพราะไม่มีนักศึกษาคนไหนที่เป็นเพื่อนของเขาเลย และตอนแรกที่เขาเข้ามาในห้องเขาก็รีบจัดข้าวของแฟนสาวของเขา แต่พอเขาจัดเตรียมของไปได้สักพักใหญ่เขาก็เจอเหรียญ 10 บาทอยู่ใต้เตียงเขาเยอะมากเรียงรายกันอยู่เต็ม และพอเขานับเหรียญทั้งหมดหมดเขาก็นับได้ 180 บาท

เขาตกใจมากที่มีเหรียญเยอะขนาดนี้อยู่ใต้เตียง และหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรแฟนสาวของเขานำจึงเหรียญทั้งหมดใส่ลงไปในเครื่องซักผ้าทันที  หลายวันผ่านมาก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเขาก็เลยไม่ได้สนใจอะไร จนอยู่มาวันหนึ่งวันนั้นเขาได้ฝันประหลาดเพราะเขาฝันว่า เขานอนอยู่บนเตียงของเขาแล้วจากนั้นเขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนนั่งอยู่ตรงปลายเตียงของเขาเธอพูดภาษาที่เขาไม่ค่อยรู้จักสักเท่าไหร่เธอคนนั้นพูดว่า “จ๊ะ จ๊ะ จ๊ะ จ๊ะ”วนมาอย่างนั้น ไปเรื่อยๆหลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็หยุดแล้วผู้หญิงคนนั้นก็พุ่งเข้ามาและพยาบาลบีบคอผู้ชายคนนั้น

ชายหนุ่มคนนั้นกลัวมากจนทำให้เขาสะดุ้งตื่นเลยหลังจากนั้นเขาก็เลยหันไปดูนาฬิกาเขาตกใจมากเพราะตอนนี้ตีสองกว่าแล้ว แฟนสาวของเขาหันหน้าไปทางกระจกที่อยู่ใกล้ๆกับตู้เสื้อผ้ากระจกบานนั้นส่องได้ทั่วห้องรวมถึงห้องน้ำด้วย หลังจากนั้นเขาก็หันไปที่กระจกที่อยู่ตรงตู้เสื้อผ้าหลังจากนั้นเขา เผลอไปเห็นเงาในกระจกที่มีเงาดำๆเขาไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายแต่เขารู้แค่ว่าเรานั้นมือหนึ่งของมันไปเกาะอยู่ที่ประตูห้องน้ำเขาได้แต่มองอยู่แบบนั้น เมื่อเขามองไปได้สักพักเขาก็รู้สึกว่าเงาดำๆนั้นทำท่าเหมือนกำลังลากร่างของตัวเอง  ผู้ชายคนนั้นกลัวสุดขีดเขารีบวิ่งไปเปิดไฟแต่เขาก็ไม่เจออะไรเลยแฟนของเขาสะดุ้งตื่น

และถามเขาว่า “มีอะไรหรอ”แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรและนอนต่อ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผ่านไปเป็นเดือนเดือนก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นและคืนหนึ่งฝันเหมือนเดิมเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาในเวลา 02:00 เหมือนเดิมเขามองไปที่กระจกแต่ไม่เห็นอะไรหลังจากนั้นเขามองไปที่ผ้าม่านตรงระเบียง ผ้าม่านของเขาพริ้วเหมือนมีใครอยู่ตรงนั้นเขารีบมองไปใกล้ๆแต่ก็ไม่เจออะไร

แต่พอเขาลองมองดีๆ ใบหน้าของคนหนึ่งอยู่ตรงระเบียงเขาจึงได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้กับเพื่อนๆของเขาฟังเพื่อนๆของเขาถึงกับอึ้งและเล่าเรื่องหนึ่งให้เขาฟัง เขาก็เคยไปอยู่ที่นั่นเขาเล่าให้ฟังว่าเขาก็เจอเหตุการณ์แบบเดียวกันเขาทนไม่ไหวจึงอยากย้ายออกแต่พอจะย้ายเขาได้ไปดูที่บ้านจะนอนเขาเจอกัน 20 แผ่นอยู่ใต้เตียง เขากลัวมากจึงรีบย้ายออกเขาจะไปถามเพื่อนที่รู้เรื่องผีเพื่อนเขาบอกว่าเคยมีผู้หญิงที่ท้องอยู่เธอ

ได้กินยาแท้งลูกของเธอ และตายอยู่ในห้องที่ชายหนุ่มคนนั้นได้ไปอยู่เกือบเป็นเดือน หลังจากนั้นไปพบศพของเธอเข้าจึงได้แจ้งความ หลังจากนั้นใครที่มาเข้าห้องแห่งนี้ก็โดนแบบเดียวกันทุกๆคืนถึงไม่มีใครได้ไปอยู่ห้องนั้นเลย

 

 

สนับสนุนโดย  เซ็กซี่บาคาร่า

Close Up Style หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

เราคงเคยเห็นกันมาบ้างแล้วล่ะว่าการถ่ายภาพ Portrait นั้นก็มีหลายต่อหลายแนวเช่นกัน ซึ่งมันจะเป็นการแบ่งย่อยออกไปเยอะมากเลยล่ะ พูดไม่หมดเลย แต่หลักๆแล้วในแบบทั่วไปก็จะมีการเน้นเรื่องจุดโฟกัสไปที่ดวงตานั้นแหละ ก็เพียงพอทำให้ภาพนั้นกลายเป็นภาพ Portrait ที่ดีแล้ว

แต่ก็จะมีแนวที่เรียกว่าไม่ได้เน้นที่ดวงตาก็มีนะ ซึ่งผมจะไม่พูดถึงละกัน เพราะเน้นตรงไหน ก็ไปโฟกัสตรงนั้นแหละ จบ แต่มีการถ่าย Portrait แบบนึง ที่มีความพิเศษเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพสักหน่อย นั้นคือแบบที่เรียกว่า Close up นั้นเอง เป็นการถ่ายแบบ Portrait นะ ไม่ใช่การถ่าย Macro สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน การถ่ายแบบ Close up คือการถ่ายให้นางแบบนั้นอยู่เต็มกรอบ หรือเกือบเต็มเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนก็ตาม ส่วมมากแล้วจะเห็นการถ่ายแบบมุมเฉียงด้านบน หรือจะมีแบบว่า Close up เห็นกันเพียงใบหน้าก็มีนะ ซึ่งการถ่ายแบบนี้ก็ใช้การโฟกัสที่ดวงตาเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือการปรับค่ารูรับแสงให้เหมาะสมนั้นเอง

ค่ารูรับแสงนั้นเป็นตัวกำหนดตัวค่าความชัดลึกชัดตื้นอย่างที่รูกันดี เพราะฉะนั้นแล้วการถ่ายภาพที่ใกล้มากๆนั้น ทำให้เกิดความบางของระยะชัดลึกชัดตื้น ที่จะยิ่งบ้างขึ้นเรื่อยๆเมื่อเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆนั้นเอง แล้วจุดนี้เองที่เป็นปัญหาสำคัญของเหล่านักถ่าย Close up เพราะว่าถ้าเราไม่ปรับรูรับแสงไปด้วยนั้น การที่โฟกัสตา อาจจะทำให้ ปาก หู จมูก นั้นเบลอตามไปด้วยนั้นเอง แล้วนี่ไม่ใช่การถ่ายถาพ Portrait ที่ดีแน่นอน

เพราะเราต้องการให้ชัดทั้งใบหน้าเพื่อสื่อสิ่งที่นางแบบอยากจะสื่อให้มากที่สุด ถ้าใช้เลนส์ระดับโหดมากๆละก็ จะยิ่งกว่านั้นอีก พวกค่ารูรับแสง f 0.95 นี่ต้องขอบอกเลยว่า โฟกัสตา ขาตาไม่ยังเบลอเลย!!!! ซึ่งมันก็มากเกินไปนะแบบนี้ ดังนั้นแล้วการถ่ายภาพ Close up ต้องทำการปรับค่ารูรับแสงให้พอเหมาะกับการที่จะได้ความชัดทั้งใบหน้า อย่าได้ยึดติดกับความกว้างเด็ดขาด

เพราะเราอาจจะกลัวความเบลอหลังนั้นหายไป แล้วทำให้ภาพไม่สวย บอกเลยว่าแค่ปรับค่ารูรับแสงให้เพียงแค่หน้าชัด ไม่ทำให้ฉากหลังหายเบลอหรอก แม้แต่ผมยังเบลออยู่ด้วยซ้ำไปนะ ดังนั้นแล้วปรับเถอะ ปรับให้หน้าชัดทั้งหน้าไว้ก่อน แต่ก็ค่อยๆปรับล่ะ ถ้าหมุนไปซะแคบเลย ก็จะทำให้ภาพฉากหลังไม่เบลอแหละ ต้องเริ่มปรับจากทางกว้างแล้วค่อยลดไปเรื่อยๆจนได้ความชัดใบหน้าที่เราพอใจเป็นพอ จบปิ๊ง

 

 

สนับสนุนโดย  Gclub ดาวน์โหลด

การสร้างศิลปะในการแต่งรูปถ่าย

ในปัจจุบันการสร้างสรรค์งานศิลปะมีอยู่อย่างมากมาย และสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนี้ก็คือการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านรูปถ่ายหรือรูปภาพนั่นเอง ในอดีตนั้นการถ่ายรูปอาจจะเป็นการถ่ายเพื่อความสนุกสนามและเป็นงานอดิเรกที่นิยมทำกันบางครั้งบางคราวเท่านั้นแต่แตกต่างกันกับในยุคปัจจุบันเพราะการถ่ายรูปในปัจจุบันนั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับคนที่ถ่ายรูปเป็นอาชีพนั้นได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

และในปัจจุบันการถ่ายรูปไม่ใช่เพียงการถ่ายรูปแล้วจบไปเท่านั้นแต่เป็นการถ่ายเพื่อเอาไปแต่งสีหรือที่เรียกว่าแต่งรูปให้รูปมีสีสันที่สวยงามและสามารถดึกดูตาผู้คนที่พบเห็นรูปถ่ายนี้ได้มากขึ้นนั่นเอง

เมื่อมีการแต่งรูปจึงเป็นที่มาของการสร้างสรรค์ผลงานผ่านทางรูปถ่ายนั่นเอง โดยในอดีตนั้นจะนิยมรูปถ่ายที่มีการจบหลังกล้อง คนที่สามารถถ่ายรูปได้สวยวามต้องเป็นรูปถ่ายทุถ่ายและสวยเลยไม่มีการตกแต่งรูปภาพแต่งอย่างใด แต่ในปัจจุบันนี้นั้นการถ่ายรูปไม่ใช่สิ่งที่สำคัญอีกต่อไปแล้วเพราะสิ่งที่สำคัญก็คือการแต่งรูปและทำให้รู้นั้นมีความน่าสนใจแตกต่างออกไปจากรูปถ่ายหลังกล้องที่ไม่มีการแต่งรูปใดๆนั่นเอง

ยิ่งรูปมีสีสันน่าสนใจก็ทำให้ได้รับความนิยมจากผู้ชมรูปถ่ายหรือผู้ที่พบเห็นนั่นเอง จึงทำให้ในปัจจุบันมีหลายคนมากที่ผันตัวจากอาชีพอื่นๆและมาทำอาชีพเป็นตากล้องในการถ่ายรูปอย่างเต็มตัวมากมาย

ศิลปะที่ใช้ในการสร้างสรรค์และถ่ายทอดออกมาผ่านรูปถ่ายนั้นจะต้องมีการคิดและในช่างภาพบางคนนั้นก็มีการคิดจนตกผลึกได้ว่า รูปถ่ายแนวนี้แต่งรูปแบบนี้จะสามารถทำให้รูปนั้นดูหน้าสนใจขึ้นมาได้นั่นเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นช่างภาพส่วนใญ่นั้นก็จะมีสไตล์หรือมุมมองที่แตกต่างกันไปจึงเป็นที่มาของการเลือกช่างภาะในการถ่ายรูปวานพิธีการสำคัญต่างๆนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง งานรับปปริญาไปถึงงานวันเกิดก็มีเยอะมาก

และอาจจะสังเกตได้ว่าช่างภาพส่วนใหญ่บางคนทำไมงานเยอะบางคนทำไมงานน้อย เป็นเพราะว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะผ่านการถ่ายและแต่งภาพนั้นของแต่ละคนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนั่นเอง และช่างภาพที่งานเยอะอาจจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีและโดนใจคนจำนวนมากกว่านั่นเอง 

ทั้งนี้ทั้งนั้นการมองตลาดของผู้บริโภคหรือคนจ้างงานออกเป็นเรื่องที่เด็ดขาดมาก จะต้องศึกษาและดูว่าการสร้างสรรค์แบบไหนนั้นเป็นการสร้างสรรค์ที่ถูกใจผู้บริโภค เพราะในบางครั้งสิ่งที่ช่างภาพได้สร้างสรรค์นั้นอาจจะเป็นเพียงมุมมองของช่างภาพเพียงคนเดียวดังนั้นแล้วการที่จะสามารถพัฒนาให้ช่างภาพสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีได้นั้นก็อาจจะต้องใช้เวลาในการกาจุดลงตัวที่สร้างสรรค์ให้โดนใจผู้บริโภคนั่นเอง

 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนันบอลออนไลน์

รีโมทชัตเตอร์ทางไกล ของจำเป็นในกระเป๋ากล้อง

โอ้วเย้ นี่คือของสำคัญในใจผมเลย ไม่ว่าผมจะเล่นกล้องนานขนาดนี้แล้ว ไม่ว่าจะมีกระเป๋ากล้องมากี่ใบ หรือว่ามีกล้องรุ่นไหมมากี่รุ่น เจ้ารีโมทนี้ก็เป็นของสำคัญอย่างใหญ่หลวงของผมมากๆเลย จริงๆแล้วการเลือกเจ้ารีโมทชัตเตอร์นี้เป็นอะไรที่แรกๆก็ปวดหัวดีเหมือนกันนะ เพราะมันมีทั้งแบบสายและแบบไร้สาย

ซึ่งแต่ละแบบก็มีต้องของแท้ของเทียบอีก ของเทียบนี่ไม่ได้หมายความว่าของปลอมนะ มันแตกต่างกัน ของปลอมคือมันปลอมยี่ห้อของจริงมาแบบเปะๆ รวมถึงชื่อยี่ห้อด้วย แต่ภายในหรือวัสดุจะไม่ค่อยได้มาตรฐาน ใช้ได้ไม่นานนั้นเอง แต่กับของเทียบนี้ หมายถึงของยี่ห้ออื่นๆที่ทำขึ้นมาเพื่อให้ใช้ได้กับกล้องต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าราคานั้นต่างกันมากๆ ของเทียบนั้นจริงๆก็มีทั้งแบบทนทานแล้วก็แบบเสียง่ายๆด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ยังมีเรื่องของรีโมทแบบนี้ มีอยู่ในเลือกอีกสองแบบด้วย นั้นคือแบบสาย และแบบไร้สาย อันนี้ต้องดูตัวเองแล้วว่าอยากจะใช้งานแบบไหน ซึ่งมันมีข้อดีที่แตกต่างกันหน่อย

แบบสายนั้นถือเป็นเบสิคสุดๆของกล้องทุกยุคทุกสมัย มีมาอย่างยาวนานล่ะ แต่ในยุคดิจิตอลนี้ก็ได้มีการเพิ่มเทคโนโลยีต่างๆจนทำใหมันเป็นสายลั่นชัตเตอร์ที่ปรับค่าอะไรได้มากมายให้กับตัวกล้อง แต่ก็คือมีข้อเสียในการที่ต้องต่อสายกับกล้องด้วย ทำให้มีระยะของมันอยู่ และข้อดีแน่ๆเลยคือ มันไม่ต้องใช้ถ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่เราจะไม่ต้องเสียเงินเพิ่มในการเปลี่ยนถ่าย เหมาะกับใคร

มันเหมาะกับการใช้งานเพิ่มไม่ให้เกิดการสั่นสะเทือนกล้อง เช่นการถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรือถ่ายน้ำตกที่ไม่อยากให้กล้องขยับเลย แต่ว่ามันไม่ได้เหมาะกับการนำไปใช้ถ่ายคู่ หรือถ่ายเซลฟี่กันนะ เพราะว่าสายมันสั้นและแถมจะเห็นสายได้อย่างชัดเจนที่หน้ากล้องนั้นเอง ส่วนแบบไร้สายนั้น ก็ต้องบอกเลยว่าถูกสร้างมาเพื่อเอาไว้ถ่ายด้านหน้าเลยแหละ

เพราะว่าที่รับสัญญาณก็อยู่ด้านหน้าด้วยเช่นกัน แต่ก็นะ ยี่ห้อเทียบก็จะส่งสัญญาณไม่ได้ไกลมากนัก บางทีก็ต้องอดทนกดย้ำหน่อย เหมาะสำหรับการถ่ายรูปกับแฟนอย่างยิ่ง หรือกับวิวก็ได้ ทำให้ประหยัดเวลาในการถ่ายไปได้เยอะเลย เพราะว่าถ้าไม่พกของพวกนี้ละก็ ตอนที่ตั้งเวลาถ่ายนั้นจะทำให้เกิดการเสียเวลาอย่างมากอีกด้วย

แน่นอนว่าผมไม่ใช่สายถ่ายวิวจริงๆจังแบบนั้น เน้นเป็นการไปท่องเที่ยวกับแฟนแล้วถ่ายมากกว่า และบางครั้งก็ต้องการภาพคู่ การเลือกของผมก็ต้องเป็นแบบไร้สาย แล้วก็สามารถพกได้ง่ายๆเพราะมันทั้งเล็กทั้งเบา แถมถูกอีกด้วย

 

 

สนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

ภาพสะท้อนกระจกแบบหันข้างไม่มองกระจก

ภาพสะท้อนกระจกแบบหันข้างไม่มองกระจก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

ภาพถ่ายเทคนิคสุดงาม ที่อาศัยการจัดกรอบเป็นหลักเพื่อให้ภาพดูมีอะไรมากขึ้น ภาพแนวนี้เป็นการถ่ายที่ต้องการการเซ็ตฉากเยอะๆหน่อย เพราะจริงๆแล้ว เราจะเห็นภาพที่ถ่ายด้วยเทคนิคนี้กับงานถ่ายแบบจ๋าๆเลย ซึ่งมันมีความเป็นการเซ็ตอย่างมาก เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเกิดจากการถ่ายเล่นลงโซเชียลนั้นอาจจะดูโอเวอร์กันเกินไปซะหน่อย แต่ถ้าลงจริงๆแล้ว ก็ต้องบอกเลยว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจดีมากๆ

การถ่ายแนวนี้จำเป็นต้องมีการใช้เทคนิคด้านการแต่งภาพด้วยนะ  เพื่อให้ภาพดูออกมาเป็นแนวถ่ายแบบจริงจัง ก็แล้วแต่คนแหละ เอาเป็นว่าภาพสไตล์นี้ไม่ค่อยมีคนถ่ายลงโซเชียลละกัน ถ้าอยากจะเป็นคนริเริ่มความแปลกใหม่ ก็จัดได้เลย ระวังถ้าถ่ายออกมาได้ดีจัด จะทำให้คนอื่นนึกว่าเป็นการถ่ายงาน แล้วมาจ้างได้นะ ฮ่าๆ

การถ่ายแบบนี้นั้น เราจจะเน้นไปทุกส่วนของภาพเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่ตัวแบบเหมือนอย่างเทคนิคอื่น ร่วมทั้งจุดสนใจภาพนั้นจะถูกกระจายออกไปทั่วกรอบของภาพ ทำให้เราต้องคิดเยอะทั้งภาพเลยล่ะ อย่างแรกคือ พนังที่ใช้ติดกระจกนี้ ต้องเป็นผนังที่สวยหรือมีความเข้ากับโจทย์และตีมของการถ่ายภาพ ต้องเข้ากับขอบกระจกและชุดของตัวแบบด้วย ฉะนั้นแล้วแค่ผนังก็ยากที่จะหาได้แล้วล่ะ ส่วนมากที่จะพร้อมถ่ายได้คงต้องเป็นสตูดิโอที่เขาจัดมุมถ่ายไว้แล้วซะมากกว่า ผนังต้องมีความไม่ธรรมดา ทั้งสีและรวดราย เอาเป็นว่าไม่ใช่ผนังบ้านปกติที่เราอยู่หรอก

ต่อมาก็กระจก ต้องมีขอบกระจกที่เหมาะกับผนังอย่างมาก ทั้งรูปแบบและเฉดสีต้องพอดีกัน ไม่ใช่ไปคนละทาง ที่ยากอีกอย่างก็คือเงาสะท้อนในกระจกเงา ที่เป็นฉากด้านหลังนั้น จะต้องมีเฉดโทนและรูปแบบเข้ากับผนังติดกระจกด้วยเช่นกัน ทำให้เป็นเหมือนโลกอีกใบที่เหมือนกัน ดั่งโลกคู่ขนานนั้นเอง สุดท้ายแล้วตัวแบบต้อง จัดองค์ทรงเครื่องให้ได้เข้ากับโจทย์ด้วยเช่นกัน

จากนั้นแล้วก็ยืนหน้ากระจกได้เลย ให้เห็นทั้งตัวแบบจริงและตัวแบบสะท้อนอย่างชัดเจน จากนั้นแล้วก็เป็นเรื่องไม่ยากนักล่ะ ก็เพียงแค่หามุมมองที่ไม่ได้มองในกระจก และตากล้องต้องดูให้แน่ใจว่าเป็นมุมที่ตัวแบบดูสวย สิ่งสำคัญอีกอย่างของภาพสไตล์นี้คือ ต้องใช้ค่ารูรับแสงที่มากพอทำให้ภาพชัดทุกส่วน จะแสดงถึงความเป็นโลกคู่ขนานได้ดี สุดท้ายที่ตัวตากล้องควรคำนึง ก็คือการจัดกรอบให้พอดี ซึ่งอันนี้จะเน้นทั้งภาพ ดังนั้นแล้วต้องให้ความสำคัญทั้งภาพด้วย

 

ขอบคุณ  Gclub ฟรี 100  ที่ให้การสนับสนุน

การถ่ายภาพโดยการตั้งเป้าหมาย

ถ้าหากว่าเราเคยมีความตั้งใจจะทำอะไรบางอย่างแปลว่าเรานั้นต้องมีการวางแผนใช่หรือไม่ และนอกเหนือจากนั้นแล้วต่อให้วางแผนสมบูรณ์แบบอย่างไร ถ้าหากเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำอยู่ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร

สิ่งๆ นั้นที่เราตั้งใจทำมาอาจจะล้มเหลว และไม่สำเร็จตามที่คาดหวังเอาไว้ การตั้งคำถามว่าเราจะทำไปทำไม หรือทำไปเพื่ออะไรนั้นคือ การตั้งเป้าหมาย เพราะการที่เรามีเป้าหมายนั้นเหมือนเป็นแรงขับเคลื่อนที่จะช่วยกระตุ้นให้เราทำเพื่อสิ่งๆ

นั้นให้สำเร็จ ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะสูงหรือไม่ก็ตาม เช่นเดียวกับเรื่องที่เราจะมานำเสนอในบทความนี้คือ การถ่ายภาพโดยการตั้งเป้าหมาย หลายคนต่างก็เคยสงสัยกันนะว่า การถ่ายต้องมีเป้าหมายด้วยอย่างนั้นเหรอ ก็แค่มีกล้องแล้วก็กดถ่าย ก็จบ แล้วคุณว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นั้นเหรอ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบการถ่ายภาพ และอย่างจะสร้างจุดเด่นหรือความสามารถพิเศษทางด้านการถ่ายภาพขึ้นแล้วให้กับตัวเอง

นั้นคือคุณจะต้องมีเป้าหมาย ลองตั้งคำถามกับตัวเองทุกๆ ครั้งว่าตัวเองนั้นต้องการถ่ายภาพไปเพื่ออะไร เป้าหมายพื้นฐานของผู้ที่เริ่มการถ่ายภาพเลยก็อย่างเช่น อยากถ่ายภาพให้สวยมากขึ้น อยากนำไปสร้างอาชีพ หรืออยากเรียนต่อในสาขาวิชานี้ในสถาบันการศึกษาจึงต้องเรียนรู้มัน เป็นต้น ในความเป็นจริงแล้วนั้นมีเป้าหมายมากมายเลยที่เป็นเหตุผลอยากให้คุณลุกขึ้นมาหยิบกล้องแล้วออกไปถ่ายภาพ ว่ากันว่า

ถ้าเราไม่มีเป้าหมายในการถ่ายภาพ หรือแม้จะทำอะไรสักอย่าง ในที่สุดแล้วจะล้มเหลว ซึ่งนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่อง เพราะจะไม่รู้เลยว่าเราทำมันไปทำไม สุดท้ายแล้วคุณอาจจะคิดได้ว่ามันเสียชะมัดที่เอาเวลาที่ควรทำอย่างอื่นมาทำสิ่งๆ หนึ่งที่คุณไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไรกันแน่ เพราะแบบนี้ไงเราถึงต้องมีเป้าหมาย

ยิ่งการถ่ายภาพก็เหมือนกัน บางคนเมื่อไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร ก็มองว่ามันไม่มีประโยชน์เสียด้วยซ้ำ การตั้งเป้าหมายได้มีไว้ให้แค่สำหรับคนที่มือใหม่อย่างเดียวหรอกนะ คุณรู้หรือไม่ว่าในช่างภาพมืออาชีพเองนั้นเขาก็มีเป้าหมายเช่นเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าเขาได้ไปยืนอยู่ในจุดมืออาชีพแล้วทุกอย่างจะราบรื่นเสมอไป ต้องถามกลับนะว่าการเป็นมืออาชีพใช่เป้าหมายสูงสุดของเขาหรือไม่ แท้จริงแล้วเขาต้องการสิ่งใดถึงทำมันมาเรื่อยๆ การที่จะถ่ายภาพสวยๆ ให้คนอื่นยอมรับนั้นเป็นเรื่องยากก็จริง แต่ถ้าหากคุณตั้งใจทำมันด้วยความตั้งใจจริง และมีเป้าหมายอย่างแน่วแน่แล้ว เชื่อเถอะว่าคุณจะทำมันสำเร็จ และไม่เสียเวลาเปล่าอีกด้วย

 

ครีเอทีน โปรตีนแนวใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ

คนที่อยากมีกล้ามสวยๆเป็นมัดๆต้องห้ามพลาด “ครีเอทีน”ซึ่ง เป็นโปรตีนที่สามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้มีสมรรถภาพ ยิ่งนักวิ่ง นักฟิตเนสแล้วด้วยควรรีบหามาลองโดยด่วน ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด

ประโยชน์ของครีเอทีนมีอะไรบ้าง

ข้อดีแรกของครีเอทีนคือช่วยเสริมสร้างเพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อของเราพร้อมทำงานมากยิ่งขึ้น ใครๆก็รู้ว่าโปรตีนกล้ามเนื้อเป็นส่วนโครงสร้างและการทำงานหลักของร่างกาย จะเดินจะเหินหรือออกกำลังกายถ้าทำให้เจ้าตัวกล้ามเนื้อมีพลังแล้วหละก็ร่างกายจะเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง

ประโยชน์ข้อที่สอง ใครที่อยากมีกล้ามชัดๆต้องรู้เอาไว้นั่นก็คือ “ครีเอทีนช่วยให้กล้ามเนื้อโตได้เร็วขึ้น” ด้วยเพราะเจ้าโปรตีนพิเศษนี้มาพร้อมกับความสามารถในการเพิ่มความอิ่มน้ำให้กับเซลล์ แน่นอนว่าองค์ประกอบเล็กๆของกล้ามเนื้อก้อนโตย่อมประกอบได้ด้วยเซลล์เล็กๆจำนวนนับล้าน เมื่อเซลล์เต็มอิ่มไปด้วยน้ำ กล้ามเนื้อของเราก็จะเจริญเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ไม้ตายตัวสุดท้ายของครีเอทีนก็คือ ช่วยเพิ่มการทำงานในการสื่อสารกันระหว่างเซลล์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลายคนอาจสงสัยแล้วมันจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้อย่างไร ง่ายๆเลยก็คือ ในแต่ละวันที่เราใช้งานกล้ามเนื้อทั้งเดิน วิ่ง หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อของเราจะมีการเสื่อมสภาพอยู่ในระดับหนึ่งแล้วร่างกายจะมีกลไกในการซ่อมแซม ยิ่งถ้าได้ครีเอทีนเสริมเข้าไปด้วยจะทำให้การรักษาของร่างกายทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น กล้ามเนื้อของเราสามารถสร้างได้เร็วขึ้น

 

ประโยชน์ของครีเอทีนมีมากมายขนาดนี้แล้วจะหากินได้จากอาหารประเภทใดบ้าง

พวกสัตว์เนื้อแดง ของดีที่ใครๆก็กินได้ เนื้อไก่และเนื้อหมูเป็นอาหารพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้จัก ไปตลาดนัดข้างบ้านก็ซื้อได้แล้ว ราคาเบาสบายกระเป๋าแต่เต็มไปด้วยโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายและครีเอทีนก็เป็นหนึ่งในนั้น จะเห็นว่านักเพาะกายส่วนใหญ่จะต้องพกอกไก่ต้มหรือไก่ปั่นเป็นไอเท็มประจำตัวเพราะมันเพิ่มมวลกล้ามเนื้ออย่างเห็นได้ชัด

สำหรับคนที่มีเงินหน่อย สามารถหาซื้อครีเอทีนแบบผงมารับประทานได้ แต่ควรศึกษาวิธีการกินให้ละเอียดจากผู้ผลิต อีกอย่างการกินในปริมาณที่มากเกินก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ควรกำหนดให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะตามที่ร่างกายต้องการ 

“ไม่ใช่ว่ากินครีเอทีนอย่างเดียวแล้วจะมีกล้ามเลยนะคุณ…ต้องออกกำลังกายด้วย มิเช่นนั้นคุณจะบวมเป็นโอ่ง”

 

ถ่ายภาพสวยด้วยการฝึกหามุมมอง

เคยเห็นภาพถ่ายของใครหลายๆ คนหรือไม่ แล้วเรารู้สึกแปลกใจว่าทำไมมันสวยจัง ความเชื่ออย่างหนึ่งที่หลายคนนั้นมักจะคิดต่อคนที่ถ่ายภาพนั้นออกมาว่า เขาจะต้องเรียนถ่ายรูปมาแน่ๆ ถึงได้ถ่ายภาพออกมาสวย ดูเป็นงานศิลปะมาก มีการจัดวางองค์ประกอบภาพที่ หรืออีกต่างๆ มากมาย

และอีกหนึ่งสิ่งคือทุกคนมักจะบอกว่าคนที่ถ่ายภาพสวยจะต้องมีพรสวรรค์เรื่องศิลปะอย่างแน่นอน ว่าด้วยการถ่ายภาพที่เราจะได้ยินบ่อยคือ “แค่มีกล้อง ก็ถ่ายรูปได้แล้ว” จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องจริงนั้นแหละ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีกล้องแล้วจะถ่ายรูปออกมาใช้ได้ทุกภาพจริงไหม มันจะเป็นไปได้หรือไมถ้าหากว่าเราไม่ได้ไปเรียนพิเศษวิชาถ่ายภาพ หรือเรียนจบมาจากสาขาการถ่ายภาพโดยตรง แล้วอยากที่จะมีภาพสวยๆ ไว้ลงอวดคนอื่นบ้าง ขอบอกเลยว่าได้อย่างแน่นอน สิ่งแรกที่คุณควรทำความเข้าใจก่อนเลยคือ คุณไม่จำเป็นต้องหาซื้อกล้องราคาแพงมาใช้ก็ได้ ลองฝึกจากการถ่ายภาพง่ายๆ

ด้วยกล้องของโทรศัพท์ก่อน เพราะเราไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วถ้าคุณไม่ได้ชอบการถ่ายภาพ คุณอาจจะต้องเสียเงินไปฟรีๆ เลยก็ได้ และยิ่งถ้าหากคุณเป็นมือใหม่เรื่องการซื้อกล้องนั้นจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีเป็นอย่างมาก เอาล่ะเดี๋ยวเรามาเข้าเนื้อหากันเลยดีกว่า คุณอย่าพึ่งโทษตัวเองนะว่าคุณไม่มีความสามารถทางด้านศิลปะ อันที่จริงแล้วถ้าเราไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ก็ไม่เป็นไร แต่เราก็สามารถที่จะสร้างมันขึ้นมาทีละเล็กละน้อยได้ การถ่ายภาพให้สวย แบบที่คุณไม่เคยได้เรียนถ่ายภาพมานั้นคือ

จะต้องฝึกค้นหามุมมองใหม่ๆ ฟังดูแล้วอาจจะดูเข้าใจยาก ลองมาอธิบายให้เข้าใจมากขึ้นอีกนิดหน่อยเป็นไง โดยปกติแล้วทุกๆ อย่างรอบตัวที่เรามองเห็นนั้น เราจะบอกมันด้วยมิติเดียวหรือด้านเดียวที่เรามองเห็นด้วยสายตา แต่การจะมองหามุมมองใหม่ๆ นั้นเราอาจจะต้องมองให้ลึก ขยับซ้ายหรือขวา ให้เห็นด้านอื่นๆ ด้วย และถ้าหากว่ายังมองไม่เห็นเราสามารถหาตัวช่วยจากหนังสือที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพมาสักเล่ม มันอาจจะช่วยให้คุณบอกภาพเป็นเชิงซ้อนได้มากขึ้นก็ได้ พูดง่ายๆคือ เพียงแค่คุณลองหามุมมองใหม่ที่ปราศจากการที่คุณเห็นมันอยู่เป็นประจำจนชินตาอยู่แล้วนั้นเอง

การที่เราสามารถถ่ายภาพมุมใหม่ๆ ได้มากขึ้น มันจะทำให้คุณมีความสังเกตเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้การฝึกถ่ายภาพจากมุมมองต่างๆ จะทำให้เราเข้าใจทุกสิ่งหลากหลายด้าน ไม่ใช่เพียงแค่ด้านเดียวที่เรานั้นมองเห็นเท่านั้น และคุณจะชำนาญในการถ่ายภาพเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ