การบวชชีพราหมณ์ 

ในการที่เราคิดที่จะบวชชีพราหมณ์นั้นเรื่องที่เพราะว่าการที่เราได้บวชเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนานั่นเองเราจะได้รู้ว่าการที่เรานั้นต้องเข้าถึงศาสนานั้นเป็นเรื่องที่ยากเหมือนกันเพราะว่าไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายนั่นเองเพราะว่าการที่เราต้องจำศิล  และการที่เราต้องปฏิบัติตนอย่างที่มีข้อกำหนดนั้นไว้ให้เมื่อเรานั้นเป็นนักเรียนเราจะรู้ว่าการที่เรามีเข้าค่ายในการบวชชีพราหมณ์นั้นเป็นเรื่องเด็กส่วนใหญ่นั้นจะไม่เอาเพราะว่าต้องปฏิบัติและรักษาศิลที่เรานั้นได้ให้คำว่าจานั่นเอง 

การที่เรารู้ตัวว่าเรานั้นจะบวชเราต้องมีความพร้อมในระดับหนึ่งเลย เพราะว่าเราต้องรู้ว่าการที่เรารักษาศิลนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องทำเพราะว่าเรานั้นเขข้าไปอยู่ในนั้นแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นการที่เราต้องนั่งสมาธิ หรือว่าการที่เรานั้นต้องรู้ว่าเราควรที่จะถือศิลกันกี่ข้อนั่นเอง  เพราะว่าการที่เราบวชชีพราหมณ์นั้นเราก็ต้องมีศิลที่เรานั้นควรที่จะถือกันกี่ข้อ 

      และก็เป็นการที่เรานั้นได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรนั้นอีกด้วย  เพราะว่าการที่เรานั้นได้ปฏิบัติธรรมนั้นเราจะไดบุญและก็เป็นการที่เรานั้นต้องได้อุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง  การที่เรานั้นได้บวชนั้นเรายังจะได้เกี่ยวกับเรื่องอานิสงส์อีกมากมายนั่นเองอย่างเช่นข้อต่อไปนี้  

1 หน้าที่การงานของเรานั้นจะดีขึ้น

2 เมื่อเรานั้นได้ทำบุญนั้นการที่เรานั้นได้ให้เจ้ากรรมนายเวรของเรานั้นอโหสิกรรมให้เรานั่นเอง กรรมของเรานั้นจะได้คลี่คลายไปบ้างไม่มากก็น้อยนั่นเอง  

3 สุขภาพของเรานั้นจะได้แข็งแรงและเรื่องปัญหานั้นจะคลี่คลายได้  ทำให้เรานั้นมีความสุขนั่นเอง

4 เป็นเรื่องที่เรานั้นได้รู้และสู่การประนิพานในภพต่อๆไปนั่นเอง  

5 เป็นเรื่องที่ทำให้เรานั้นมีสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นคุ้มครอง ให้เรานั้นแค้วคาดปลอดภัยนั่นเอง  

6 ทำให้เรานั้นรู้สึกว่าสงบ  ทำให้เรานั้นรู้สึกว่าปล่อยวางได้  อีกอย่างนั้นมองแห่งสัจธรรมนั้นมากขึ้นนั่นเอง  

7 เป็นที่รักและเมตาแก่เหล่ามนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง  

8 การที่เราทำมาหากินนั้นขึ้น ไม่ทำให้เรานั้นรู้สึกว่าอับจนและเรื่องการเงินนั้นก้ไม่ขาดมือนั่นเอง  

9 ยังสามารถที่จะช่วยให้ครอบครัวของเรานั้นเป็นแต่เรื่องที่ดีและเรื่องโรคภัยนั้นจะไม่ยาก้าวก่ายกับครอบครัวของเรานั่นเอง  

10 การที่เรานั้นสามารถที่จะตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ของเรานั้นได้อย่างดีด้วย 

 

สนับสนุนโดย  gclub

ความเป็นมารองเท้าแบรนด์ Nike

วันนี้เว็บ  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ  เรามาทำความรู้จักกับแบรนด์ Nike กัน

Nike เป็นยี่ห้อที่จะผลิตเครื่องไม้เครื่องมือทุกจำพวกที่เกี่ยวเนื่องกับการกีฬา มิได้เน้นที่รองเท้าสิ่งเดียวเท่านั้น เดิมที Nike เริ่มมาจากธุรกิจขายรองเท้าก่อน ก่อนการมาเริ่มผลิตอุปกรณ์ทางกีฬาอื่นๆจัดจำหน่ายจนกระทั่งเป็นยี่ห้อที่มีชื่อเสียงทั้งโลก และก็ถ้าหากย้อนจุดเริ่มแรกของ Nike นั้นก็จำเป็นต้องขอบอกว่า จุดกำเนิดมาจากผู้ชายสองคนซึ่งทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน ชื่อ Bill Bowerman แล้วก็ชื่อ Phil Knight

 โดยแต่เดิมนั้น Bill มีอาชีพเป็นครูฝักสอนอยู่ที่มหาลัยแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วน Phil นั้นเป็นนักกีฬานักวิ่ง จุดเริ่มแรกของการเป็นแบรนด์ Nike เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1964 ด้วยการที่เพื่อนสนิททั้งคู่นำเงินมารวมกันแล้วเปิดขายรองเท้าซึ่งเป็นสินค้านำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ยี่ห้อ Onitsuka Tiger โดยเขาทั้งคู่ร่วมด้วยกันตั้งบริษัทขึ้นมาชื่อว่า บริษัท Blue Ribbon Sports เปิดเป็นร้านค้าขายรองเท้า  ซึ่งร้านของพวกเขาเป็นที่นิยมอย่างมาก กระทั่งสุดท้ายพวกเขาทั้งคู่ก็มีความคิดว่าพวกเขาควรผลิตรองเท้าของตนเองแทนที่จะนำเข้ามาขาย

 ด้วยเหตุนี้พวกเขาก็เลยยกเลิกการนำสินค้าเข้ารองเท้ายี่ห้อ Onitsuka Tigerแล้วจึงเปิดโรงงานทำรองเท้าของตน โดยใช้ยี่ห้อ Nike ที่มีโลโก้เป็นตัวเครื่องหมายถูก ซึ้งรู้จักกันในชื่อ Swoosh ซึ่งเวลานี้พวกเขายังคงใช้ชื่อบริษัทเป็นชื่อเดิม ก่อนจะมาแปลงชื่อบริษัทใหม่หลังจากบริษัท Blue Ribbon Sports มาเป็นชื่อบริษัท Nike อย่างในตอนนี้

 โดยมีการเปลี่ยนแปลงชื่อเมื่อปี ค.ศ. 1978 แล้วก็พวกเขาได้ทำรองเท้า nike ทีแรกในปี ค.ศ. 1971 ซึ่งธุรกิจการค้ารองเท้าผ้าใบมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะว่าพวกเขาจะเน้นย้ำให้ความใส่ใจกับคนที่สวมใสรองเท้าควรต้องใส่แล้วสบายเท้ารวมทั้งไม่เป็นอันตรายเมื่อสวมรองเท้าของเขา ซึ่งเมื่อกิจการค้าดียิ่งขึ้นเรื่อยพวกเขาก็เลยได้มีการเพิ่มตลาดจากที่เคยผลิตแต่รองเท้าสิ่งเดียวมาเป็นการผลิตเครื่องมืออื่นๆทางการกีฬาขายด้วย เป็นต้นว่า สโนว์กระดาน รถจักรยานเสือเทือกเขายิ่งกว่านั้นเขายังผลิตอุปกรณ์

ซึ่งสามารถวัดการเต้นของชีพจร ได้อีกด้วย นับวันสินค้ายี่ห้อ nike ยิ่งเป็นที่นิยมอย่างใหญ่โต นักกีฬาดังๆระดับนานาชาติต่างก็นิยมใช้รองเท้าแบรนด์นี้ทุกคน เช่น  Michael Jordan, Mia Hamm, Roger Federer, and Tiger Woods ต่างก็ใช้รองเท้ายี่ห้อ nike ร่วมกันทั้งหมด 

นอกนั้นเพื่อผู้คนทั้งโลกรู้จักแบรนด์ Nike กันเยอะขึ้นเรื่อยๆพวกเขาก็เลยลงทุนด้านการโฆษณาทำโปรโมท จนกระทั่งผลิตภัณฑ์ของ nike มีชื่อเสียง ซึ่งพวกเขายังได้ตกลงใจซื้อรองเท้าแบรนด์ดังยี่ห้ออื่นเพื่อเอาเมาเป็นบริษัทย่อยของตนอีกด้วย และยี่ห้อที่ซื้อเป็นบริษัทในเครือ อาทิเช่น converse และก็ Hurley

ประวัติศาสตร์ตำนานของ เหรา

เหรา ตัวกิน พญานาค

หากกล่าวถึงพญานาคเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับสัตว์ในตำนานตัวนี้เป็นอย่างมากเพราะได้มีการกล่าวถึงมันอยู่ตลอดและปรากฏตัวอยู่ในภาพยนตร์หลายเรื่องแถมยังมีให้เห็นตามวัดในที่ต่างๆอีกมากมายลักษณะของงูขนาดใหญ่มีเกล็ดสีสันสดใสบางก็ว่าสีมีมากถึง7สีคู่ปรับของพญานาคนั้นไม่ได้มีเพียงแค่พญาครุฑเท่านั้นยังมีตำนานเล่าว่าในมุมมืดหนึ่งมีสัตว์ในพงศาวดารอีกตัวได้แอบอยู่ในความมือมิดจ่องมองพญานาคอยู่อย่างเงียบๆรอคอยโอกาศที่จะกลืนกินพญานาคหากไม่ทันระวังตัวนั่นก็คือ เหรา หรือ เงือกงู เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของคำพริกแพงที่กลายมาเป็นคำว่ามงกรในปัจจุบัน

บางครั้งถูกเรียกว่าเงือกกลือนาค บ้างก็เรียกตัวสำรอก เป็นสัตว์ในตำนานอีกประเภคหนึ่งที่จะปรากฏตัวให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในงานศิลปวัดวาอารามแต่คนทั่วไปกับไม่รู้จักและไม่ได้สังเกตุเห็นพวกมันด้วยซ้ำ เหรา นั้นมีลักษณะคล้ายกับงูใหญ่จะมีเท้าสั้นๆใส่ได้ทั้งบนบกและในน้ำมีความคล้ายคลึงระหว่างจระเข้กับพญานาคจะกินเนื้อเป็นอาหารและยังมีชื่อเรียกอื่นๆเช่น มงกรคล้ายนาค หรือ ตัวกินนาค  

ตำนานเรื่องเล่าของ เหรา  เหราได้ปรากฏตัวตำนานกำเนิดแม่น้ำโขงที่เชื่อกันว่าที่จริงแล้วแม่น้ำที่รู้จักกันดีของชาวอีสานแห่งนี้ได้เกิดขึ้นมาจากพญานาคสองตัวมีนามว่า ทยะมูล ทิยาวะ ที่ปกครองหนองน้ำขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่าหนองแสงปกครองอยู่คนละด้านและได้เกิความไม่เข้าใจทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรกจนบรรดาเหล่าสัตว์ที่อยู่บริเวณนั้นบาดเจ็บและได้ตายเป็นจำนวนมากพระอินทร์ทรงใช้ให้พระวิศวกรรมลงมาปรามซึ่งโดยเทพองค์นี้ได้ส่ง เหรา ลงมาสู้รบขับไล่พญานาคเจ้าปัญหาทั้ง3ตนพญานาคนั้นต่อสู้กับพลังของ เหรา ไม่ได้และก็ได้แพ้ไปแต่เพราะความกลัวจะถูก เหรา จับกินก็จึงได้พากันหลบหนีไปจากนั้นก็ได้ทิ้งร่องรอยการเลื้อยหนีของพญานาคและจึงได้กลายมาเป็นแม่น้ำโขงอย่างที่ได้เห็นกันในปัจจุบัน

สำหรับประวัติศาสตร์ที่เล่าขานมานั้นถือได้ว่าเป็นตำนานที่เรานั้นควรศึกษา จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ขึ้นอยู่กับส่วนบุคคลโดย คนเหล่านั้นจะเป็นผู้ตอบเองว่าเขาเชื่อหรือไม่ แต่นั้นก็ไม่ได้บ่งบอกว่าจะเป็นเรื่องที่ผิด ซึ่งเราศึกษาไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร และยังถือได้ว่าเป็นตำนานที่เรานั้นคาดไม่ถึงอีกด้วย โดยตำนานหรือประวัติศาสตร์อาจจะถูกสร้างขึ้นมาจากเรื่องจริงหรืออาจจะเป็นการแต่งเพื่อความบันเทิงก็ตาม แต่ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามและน่าอ่านยิ่งนัก

ตำนานปาฏิหาริย์หลวงพ่อโต แห่งวัดบางพลีใหญ่

หลวงพ่อโตแห่งวัดบางพลีใหญ่เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นพระพุทธรูปที่อยู่คู่มากับจังหวัดสมุทรสงครามมาช้านานแล้ว

โดยมีตำนานกล่าวขานถึงพระพุทธรูปองค์นี้ว่า องค์หลวงพ่อโตนี้ได้ลอยตามน้ำมาและซึ่งมีหลายครั้งที่ชาวบ้านพยายามจะนำองค์พระพุทธรูปขึ้นมาจากแม่น้ำแต่ก็ไม่สามารถทำได้ จนชาวบ้านต้องบรวงทรวงขอให้องค์พระพุทธรูปลอยไปจนกว่าจะเจอสถานที่ที่อยากให้ประดิษฐานอยู่แล้วจึงค่อยหยุด ซึ่งปาฏิหาริย์นี้ก็เกิดขึ้นที่บริเวณหน้าวัดบางพลีใหญ่แห่งนี้ ซึ่งแต่เดิมนั้นวัดบางพลีใหญ่นี้ชาวบ้านต่างเรียกกันว่า วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม และเมื่อท่านมาถึงหน้าวัดแล้วหยุดนิ่งไม่ลอยไปที่ไหน

ชาวบ้านจึงได้ทำพิธีอัญเชิญท่านขึ้นมาประดิษฐานเอาไว้ทีโบสถ์ภายในวัดบางพลีใหญ่แห่งนี้ แล้วตำนานปาฏิหาริย์ขององค์พระพุทธรูปของหลวงพ่อโตก็เกิดขึ้นนับจากนั้นอีกนับครั้งไม่ถ้วน เริ่มจากการที่องค์ท่านเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งตอนที่ชาวบ้านจะนำท่านมาไว้ที่โบสถ์ ก็ได้มีการวัดตัวท่านแล้วว่า ประตูทางเข้าโบสถ์กับพระพุทธรูปนั้นสามารถยกเข้าได้แต่อาจจะเกือบพอดีกับประตูทางเข้านิดหน่อย ซึ่งวัดหน้ากว้างตรงหน้าตักของท่านแล้วพบว่า กว้างอยู่ที่3 ศอก 1 คืบ ส่วนประตูทางเข้าโบสถ์กว้างกว่านิดหน่อย

และเมื่อชาวบ้านพากันแบกท่านมากลับพบว่าไม่สามารถนำท่านเข้าไปในโบสถ์ได้เพราะองค์ท่านใหญ่กว่าโบสถ์มากนัก ซึ่งชาวบ้านต่างกันมั่นใจแล้วว่าได้วัดขนาดประตูแล้วว่าพระพุทธรูปเข้าโบสถ์ได้แน่นอน เมื่อเห็นดังนั้นชาวบ้านจึงได้ทำการจุดธูปเพื่อบอกกล่าวกับพระพุทธรูปหลวงพ่อโต ขออัญเชิญท่านเข้าไปประดิษฐานด้านในโบสถ์ เพื่อที่จะได้อยู่ที่วัดแห่งนี้แล้วคอยช่วยเหลือชาวบ้านให้พ้นเคราะห์ หลังจากจุดธูปเสร็จชาวบ้านก็สามารถนำพระพุทธรูปหลวงพ่อโตเข้าประตูโบสถ์ได้อย่างง่ายดายและยังมีที่เหลือว่างระหว่างประตูโบสถ์กับพระพุทธรูปเหลืออีกเยอะมาก

ซึ่งเป็นที่มาให้ชาวบ้านต่างเลื่อมใสศรัทธากันมากขึ้น และหลังจากนั้นก็ยังมีปาฏิหาริย์ให้ชาวบ้านและพระสงฆ์เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง เช่น ทุกวันพระขึ้น 15 ค่ำ เมื่อถึงเวลายามดึก ชาวบ้านที่เดินผ่านมาทางโบสถ์จะได้ยินเสียงสวดมนต์ทุกครั้งดังอยู่ในบริเวณโบสถ์ที่พระพุทธรูปหลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่และมีหลายครั้งที่ชาวบ้านได้เข้ามาพิสูจน์ดูว่ามีใครมาสวดมนต์หรือไม่กลับไม่พบเห็นใครเลย และชาวบ้านมักจะพบเห็นว่าจะมีพระภิกษุที่ดูชราภาพมากแล้ว แถมจีวรที่สวมใส่เก่ามากจะมายืนอยู่ตรงหน้าโบสถ์และก็เห็นว่าเดินหายเข้าไปในโบสถ์อยู่บ่อยบ่อย

 

ตำนานพระแก้วมรกตจากเวียงจันทร์มาไทย

 

  หากใครที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ และค้นหาข้อมูลของพระแก้วมรกตมาบ้างจะรู้ว่าการค้นพบพระแก้วมรกตครั้งแรกนั้นถูกค้นพบว่าวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจ หลังจากนั้นก็ถูกอัญเชิญไปไว้ที่เองลำปางก่อนที่มีการอัญเชิญไปไว้ที่เมืองเชียงใหม่ และหลังจากอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ  84 ปีก็ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทร์ โดยพระเจ้าไชยเชษฐาที่หลบหนีการบุกโจมตีของพม่าย้ายไปอยู่ที่เมืองเวียงจันทร์และหลังจากนั้นเป็นต้นมาพระแก้วมรกตก็ได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทร์นั่นเป็นต้นมายาวนานถึง 215 ปีด้วยกัน

ก่อนที่ประเทศไทยจะได้รับพระแก้วมรกตกลับคืนมาสู่ราชธานี โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี  2310 ซึ่งในตอนนั้นพม่าได้ทำการบุกเข้าโจมตีเมืองพระนครศรีอยุธยา และไม่นานหลังจากนั้นพระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้ตีเอาเมืองอยุธยากลับคืนมาได้โดยใช้ระยะเวลาทั้งหมดนานถึง 15 ปีด้วยกันในการทำให้กรุงศรีอยุธยากลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งโดยพระองค์จะมีเจ้าพระยามหากษัตรศึกคอยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่และคอยเป็นทั้งเพื่อนและทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในการนำทัพออกไปรบฆ่าฟันกับพม่า

และไม่นานพระเจ้าตากก็สามารถบุกไปตีเวียงจันทร์และทำการยึดครองเวียงจันทร์มาได้สำเร็จ โดยได้เวียงจันทร์มาเป็นเมืองขึ้นและในครั้งนั้นเองที่ได้มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาประดิษฐานที่ประเทศไทยซึ่งในสมัยนั้นตรงกับสมัยกรุงธนบุรีในปี พ.ศ. 2321 หลังจากที่พระเจ้าตากอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาแล้วก็ได้นำพระแก้วมรกตไปประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณ ซึ่งพระแก้วมรกตก็ได้อยู่ที่วัดอรุณจนพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคต และหลังจากพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคต

จึงได้มีการปราบดา เจ้าพระยามหากษัตรศึกขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 นั่นเอง หลังจากนั้นรัชกาลที่ 1 ก็ได้ทำการย้ายราชธานีมาอีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานด้วย ซึ่งที่ตั้งใหม่นี้ก็คือกรุงเทพมหานครในปัจจุบันนั่นเอง โดยในครั้งรัชกาลที่ 1 ทรงได้โปรดให้ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเอาไว้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ซึ่งในครั้งในได้มีการจัดงานสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืนเลยที่เดียว ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมาพระแก้วมรกตก็ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  ซึ่งก็คือวัดพระแก้วในปัจจุบันนั่นเอง

โศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงของประเทศกัมพูชา

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุคเขมรแดงโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงของประเทศกัมพูชา”

หลายๆคนอาจจะพอเคยได้ยิน คำว่าเขมรแดงมากันอยู่บ้างแล้ว แต่อาจจะยังไม่ค่อยรู้ว่าจริงๆแล้วเขมรแดงนั้นคืออะไร เพราะว่ามันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเกิดขึ้นมานานพอสมควรแล้ว แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ได้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเกิดขึ้น หรือหลายๆท่านอาจะพอได้ยินเรื่องของทุ่งสังหารมาพออยู่บ้าง ดังนั้นวันนี้เราจะมาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเขมรแดงกันว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เขมรแดงเป็นคำที่ใช้เรียกตัวแทนแห่งความสำเร็จของระบอบการปกครองแบบเผด็จการในคราบของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งได้กุมอำนาจมาในช่วงหนึ่งของการปกครองที่ประเทศกัมพูชา เป็นการปกครองเพื่อแสดงถึงจุดยืนในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยมีแนวคิดและอุดมการณ์แบบปฎิวัติเบ็ดเสร็จ ที่มีการดูแลรักษาเผด็จการโดยชนชั้น กรรมมาชีพ ที่แสดงถึงจุดยืนท่ีแน่วแน่ในการปกครอง 

ซึ่งสิ่งแรกที่กลุ่มเขมรแดงได้ปฎิบัติหลังจากที่ได้ยึดอำนาจแบบ 100% แล้ว นั้นก็คือการบังคับให้ประชาชนชาวกัมพูชา นั้นต้องทำการเกษตรและต้องใช้แรงงานกันในพื้นที่ที่ชนบท เพื่อเป็นการแบ่งแยกศัตรูทางชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร เชื้อพระวงศ์ ผู้ที่มีการศึกษา และผู้ที่มีวิชาชีพในด้านต่างๆ โดยทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้นได้ถูกกำจัดทิ้งทั้งหมด จึงทำให้ในเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องมีผู้ที่เสียชีวิตถึง 850,000 ไปจนถึง 3 ล้านคน และเมื่อยิ่งเทียนกับอัตราส่วนของประชากรในประเทศ ถือเป็นเรียกได้ว่าแทบจะฆ่าล้างประเทศเลยก็ว่าได้ ซึ่งในตอนนั้นประชากรในประเทศกัมพูชามีเพียงแค่ 7.5 ล้านคนเท่านั้น ถือเป็นการสังหารหมู่ที่รุนแรงและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก 

กลุ้มเขมรแดงนั้นได้ใช้เวลาในการปกครองประเทศกัมพูชายาวนานถึง 4 ปี จนในปี .. 2522 กลุ่มกองกำลังของเขมรแดงก็ได้เสื่อมอำนาจลง เพราะได้ถูกบุกรุกโดยเวียดนาม ซึ่งการจากการที่เขมรได้สร้างฐานที่มั่นเอาไว้ในไทย จุงยังส่งผลให้สามารถที่จะพยุงอำนาจต่อไปในอีกซักพัก ซึ่งในปี .. 2539 ขบวนการของเขมรแดงก็ได้เสื่อมอำนาจลงอย่างเป็นทางการ แต่ว่า พล พต หัวหน้าของกลุ่มเขมรแดงก็ไม่ได้รับการพิจารณาคดี จากการที่เขาได้ทำการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ จนแม้กระทั่งวินาทีที่เขาเสียชีวิต ในวันที่ 15 เมษายน ปีพ.. 2541 ประชาชนก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรมจากเขา รวมไปถึงอีกคนอย่าง ตา ม็อก อดีตผู้นำของเขมรแดง ที่แม้แต่จนกระทั่งวันที่เขาตาย คดีการสั่งหารประชาชนก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาเช่นเดียว

และนี่ก็ถือเป็นโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองที่น่าเศร้าเสียใจที่สุด จากการที่คนเหมือนกันได้ฆ่ากันเองเพียงเพราะอำนาจ และการปกครองแบบเผด็จการ ที่ไม่ว่าใครที่คิดจะเห็นต่างก็ได้ถูกกำจัดออกไปอย่างน่าสงสาร และก็มันถือว่าเป็นตัวอย่างที่เราคนไทยเห็นแล้วก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับคนไทยที่ ปัจจุบันเราก็เหมือนได้ถูกปกครองโดยเผด็จการในคราบของประชาธิปไตยจอมปลอม

 

ได้รับการสนับสนุนเรื่องราวจาก  สมัคร gclub slot ไม่มีขั้นต่ำ

แนวเขตชายฝั่งที่เป็นรอยต่อระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

คุณเคยเห็นแนวเขตชายแดนที่แปลกๆหรือทุกคนอาจจะเคยเห็นเส้นแนงเขตที่เป็นแนวเขตสองด้านแต่ที่แปลกไปกว่านั้นและแปลกไปกว่าเส้นแนวเขตชายแดนอื่นๆที่มีเส้นเขตชายแดนถึงสามเขตในที่เดียวกันซึ่งมันจะเป็นอย่างไรมาดูกัน

โต๊ะปิกนิก3ประเทศระหว่างประเทศออสเตรีย สโลวาเกีย และ ฮังการี 

หากเพื่อนๆคนไหนที่อยู่บ้านเบื่อๆลองเปลี่ยนบรรยากาศไปปิกนิกในสวนสาธารณะแต่เดี๋ยวนะแค่เดินเข้าไปซื้อของในร้านสะสวดซื้อแถวบ้านแล้วเอามากินที่สวนสาธารณะไม่เห็นจะหน้าสนุกตรงไหนถ้างั้นเราไปปิกนิกวันเดียว3ประเทศเลยดีไหมหาลายคนก็คงไม่เชื่อกันใช่ไหมว่ามัยมีอยู่จริงหรือแต่ที่ว่ามานี้มันได้เกิดขึ้นในอุทยานซึ่งได้ตั้งอยู่บนพรมแดนทั้ง3ประเทศซึ่งนั้นก็ได้แก่ ออสเตรีย สโลวาเกีย ฮังการี มาบรรจบกัน

ซึ่งจุดกึ่งกลางนั้นพวกเขาได้ตั้งโต๊ะสามเหลี่ยมตัวนี้เอาไว้เป็นแลนด์มาร์คล้ำได้อีกถ้าบ้านเรามีสามเหลี่ยมทองคำส่วนบ้านเขานั้นก็จะเป็นสามเหลี่ยมโต๊ะปิกนิกสินะเพียงแค่คุณนั้นสลับที่นั่งก็เหมือนว่าคุณนั้นได้ข้ามไปอีกหนึ่งประเทศแล้วแต่จะว่าไปนะโต๊ะสามเหลี่ยมนี้ก็เหมาะแก่มิตรสหายจากประเทศเพื่อนบ้านมานั่งเล่นกันสุดๆ

 

เขตปลอดอาหารเกาหลีระหว่างประเทศเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้

ถึงแม้ว่าทั้งสองประเทศนี้ยังไม่เกี่ยวก้อยกันสักทีแต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีพื้นที่เล็กๆเอาไว้เพื่อที่คนทั้งสองประเทศนั้นได้พูดคุยกันเขตปลอดทหารหรือที่เรียกเท่ๆว่าDMCนั้นเป็นพื้นที่กันชนระหว่างพรมแดนเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ซึ่งได้เริ่มก่อตั้งในปี1953ซึ่งได้มีพื้นที่ความยาว250กิโลเมตรและกว้าง4กิโลเมตร

โดยเราสามารถเข้าไปไกล้ชิดได้อย่างสองประเทศได้อย่างปลอดภัยจากเขตปันมุมจอมทางด้านฝั่งเกาหลีใต้เท่านั้นที่นี้จะมีทหารซึ่งทำหน้าที่คอยเป็นไกด์พาเที่ยวชมมีร้านขายของที่ระลึกอีกทั้งยังรวมไปถึงห้องประชุมที่ตั้งอยู่ระหว่างกึ่งกลางของสองเกาหลีและอีกแรงมารค์ที่น่าสนใจก็คือตรงบริเวณสพานไปไม่หวนกลับสาเหตุที่เขาเรียกแบบนี้เพราะเมื่อก่อนเป็นที่ส่งเชลยศึกกลับประเทศแล้วห้ามหวนกลับมายังข้ามประเทศเพื่อนบ้านอีกเพื่อนคนไหนที่ไปเที่ยวDMCก็อย่าลืมทำตามขอปฏิบัติของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดด้วยนะ

สำหรับพวกเขานั้นคงอยู่ยากสักหน่อยหากอยู่ในช่วงต่อของแต่ละอัน แต่ว่าประเทศของใครใครก็รักจึงไม่อยากที่จะให้ข้ามเขตแดนของกันและกัน แต่ทางที่ดีเราควรสมานณะฉันดีกว่านะเพราะว่าเรานั้นจะต้องเห็นหน้าตากันทุกวันจึงเป็นเรื่องยากที่จะให้ผิดใจกัน ควรถ่อยทีถ่อยอาศัยกันถึงจะดี

 

สนับสนุนเรื่องราวจาก  เว็บบาคาร่าฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ