การพนันออนไลน์มีอะไรบ้าง

     กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมากเลยก็ว่าได้ในปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นยุคใหม่ แน่นอนว่าตอนนี้เรากำลังพูดถึงเกมส์การพนันออนไลน์ที่กำลังเป็นที่สนใจเป็นอย่างมากนั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าบางคนอาจจะแค่เคยได้ยินแต่ยังไม่ได้ทำความรู้จักกับสิ่งนี้ ถ้าคุณกำลังเป็นคนหนึ่งที่กำลังอยากจะทำความรู้จักกับเกมส์การพนันออนไลน์วันนี้เราจะมาแนะนำให้คุณได้รู้จักกันว่าเกมส์การพนันออนไลน์นั้นมีอะไรบ้าง

เกมส์การพนันออนไลน์ที่มีในเว็บไซต์ให้เลือกเล่นมีดังนี้

  1. บาคาร่า สำหรับบาคาร่านั้นเรียกได้ว่าเป็นเกมส์ฮิตที่นักพนันหลายคนนั่นต่างก็ชื่นชอบและให้ความสนใจในการลงเดิมพันซึ่งต่างก็นิยมกันทั้งในแบบออนไลน์และในสถานคาสิโนเลยก็ว่าได้ ซึ่งในเกมส์บาคาร่านี้จะมีการเปิดให้ทายได้แค่ 3 ผลลัพธ์นี้เท่านั้นโดยที่ในเกมส์นี้นักเดิมพันนั้นสามารถที่จะทายได้ว่าจะเป็นนักเดิมพันทั่วไปหรือว่าเป็นเจ้ามือที่จะเป็นฝ่ายชนะได้ไป หรือว่าผลการเดิมพันนั้นอาจจะออกมาเป็นเสมอกันแน่ โดยที่ในเกมส์คาบาร่านี้นักเดิมพันจะต้องทำการทายให้ได้ว่าไพ่ในมือของใครที่จะมีแต้มที่สูงกว่านั่นเอง 
  2. โป๊กเกอร์ สำหรับเกมส์นี้จะเป็นเกมส์การ์ดโดยที่ในมือผู้เล่นจะประกอบด้วยไพ่ 5 ใบ ซึ่งจะมีกติกาทั่วไปคือ สำหรับผู้เล่นเดิมพันที่มีไพ่กับตัวเองเป็นไพ่ดีที่สุดก็จะเป็นฝ่ายชนะไปนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วนั้นไพ่ก็จะมีลำดับเล็กใหญ่แตกต่างไล่เรียงไปซึ่งจะประกอบไปด้วย ไพ่สองคู่,ไพ่คู่,ไพ่ 3 กษัตริย์,ฟลัช,โฟร์ท,สเตรทฟลัช และรอยัลฟลัช
  3. บิงโก สำหรับเกมส์นี้แน่นอนว่าเป็นที่รู้จักของใครหลายๆคนเลยก็ว่าได้ ซึ่งก็เป็นอีกเกมส์หนึ่งที่มีตัวเลขที่สามารถที่จะเล่นได้อย่างง่ายและแน่นอนว่าเป็นที่นิยมในหมู่นักเดิมพัน เนื่องจากว่าเป็นเกมส์ที่ทำให้เกิดความสนุกและสร้างความรู้สึกเพลิดเพลินให้กับนักเดิมพันนั่นเอง อีกทั้งยังไม่ทำให้เกิดความเครียดในขณะที่กำลังคิดวิเคราะห์ในเกมส์เลย ซึ่งลักษณะโดยพื้นฐานของเกมส์บิงโกนั้นก็เป็นแบบทั่วไปที่เราเคยพบเห็นกันโดยที่มีลักษณะเป็นแผ่นกระดานมีตาราง 5×5 ซึ่งก็จะมีตัวเลขให้ได้สุ่มอยู่ในทุกช่องของตารางนั่นเอง
  4. รูเล็ต สำหรับเกมส์รูเล็ตนี้เองก็เป็นอีกหนึ่งเกมส์ที่มีความสนุกโดยลักษณะของการเล่นเกมส์นี้ก็คือการให้ผู้เล่นได้ทายว่าลูกบอลแต่ละลูกนั้นจะหยุดอยู่ที่หมายเลขใดในวงล้อนั่นเอง โดยที่เกมส์รูเล็ตในรูปแบบดั้งเดิมที่หลายคนเคยเล่นกันนั้นสามารถที่จะมีผู้ร่วมเล่นในวงสำหรับแต่ละครั้งได้มากถึง 6 คน ซึ่งตัวผู้เล่นเองก็สามารถที่จะเลือกทำการเดิมพันได้ถึง 9 แบบ
  5. คีโน่ สำหรับเกมส์คีโน่นั้นจะเป็นเกมส์ตัวเลขที่มักจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้ในหมู่ของนักพนันยุคนี้ อีกทั้งนี้เกมส์คีโน่ก็ยังเป็นเกมส์ที่ฮิตในคาสิโนออนไลน์ด้วยเช่นกัน โดยที่มีลักษณะในการเล่นเป็นแผ่นกระดานที่จะประกอบไปด้วยวงกลมขนาดเล็กซึ่งจะที่มีตัวเลขซ่อนอยู่ด้านหลังอีกทีนั่นเอง โดยที่มีการเรียกชื่อของวงกลมดังกล่าวว่า“บับเบิ้ล”นั่นเองสำหรับหนึ่งกระดานก็จะประกอบไปด้วยบับเบิ้ลที่มีอยู่ทั้งหมด80 ลูกด้วยกัน
  6. แบล็คแจ็ค 21 เป็นเกมส์ที่แสดงให้เห็นถึงความแพรวพราวที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวอย่างโดดเด่น นั่นเป็นเพราะว่าเกมส์แบล็คแจ็คเป็นลักษณะเกมส์ที่ผู้เล่นจะไม่ได้อาศัยดวงเพียงแค่อย่างเดียวแต่จะต้องพัฒนาทักษะในการเล่น และจะต้องมีฝีมือที่ดีควบคู่ไปด้วย ที่สุดแล้วจึงทำให้เกมส์แบล็คแจ็ค 21นี้เกิดเป็นความนิยมในหมู่ของนักเดิมพันจำนวนมากได้นั่นเอง
  7. ลูกเต๋าแคร็ป สำหรับเกมส์นี้จะต้องอาศัยการใช้ลูกเต๋า 2 ลูก และกระดานที่มีลักษณะแบบเฉพาะโดยสามารถที่จะมีผู้เล่นได้มากสุดถึง 12 คนได้ด้วยกันในการเล่นหนึ่งครั้งนั่นเองซึ่งในเกมส์นี้นั้นพนักงานที่เป็นผู้ดำเนินการในเกมส์จะมีกันสูงสุดถึง 4 คนกันเลยทีเดียวซึ่งในเกมส์นี้เองก็เรียกได้ว่าเสี่ยงโชคกันล้วนๆเลยก็ว่าได้
  8. สล็อตแมชชีน สำหรับเกมส์นี้นั้นจะเป็นเครื่องเล่นที่นักพนันจำนวนมากต่างก็ชื่นชอบกัน เนื่องจากความง่าย ที่มีให้ทั้งความสนุกซึ่งยากที่จะหาเกมส์อื่นๆมาเทียบได้นั่นเอง และนอกจากนี้แล้วธีมในแต่ละตู้สล็อตยังมีการออกแบบให้เกิดความแตกต่างกันกันออกไปอีกด้วย โดยที่พบได้ทั่วไปก็มีเป็นธีมขุมทรัพย์, ธีมอาหาร หรือแม้กระทั่งธีมแข่งรถนั่นเอง จึงเป็นเกมส์ที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่สนุกและมีบรรยากาศในการเล่นเกมส์ที่ไม่มีความน่าเบื่อเลยก็ว่าได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนั้นตู้เครื่องสล็อตก็จะได้รับการลงโปรแกรมของเกมส์ให้มีรูปแบบของการออกรางวัลที่มีความแตกต่างกันออกไป

        และทั้งหมดนี้ที่เราได้นำมาแนะนำให้ทุกคนที่มีความสนใจในการเล่นเกมส์การพนันออนไลน์ก็คือแต่ละเกมส์ในเว็บพนันออนไลน์ที่หลายๆคนในปัจจุบันกำลังให้ความสนใจกันอยู่นั่นเอง และถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังลังเลอยู่กับการตัดสินใจเล่นเกมส์การพนันออนไลน์นั้นเราก็ขอแนะนำให้ได้ลองดูสักครั้งก็ไม่ได้เสียหายอะไร อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปง่ายๆ

 

สนับสนุนโดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย

ประวัติศาสตร์ตำนานของ เหรา

เหรา ตัวกิน พญานาค

หากกล่าวถึงพญานาคเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับสัตว์ในตำนานตัวนี้เป็นอย่างมากเพราะได้มีการกล่าวถึงมันอยู่ตลอดและปรากฏตัวอยู่ในภาพยนตร์หลายเรื่องแถมยังมีให้เห็นตามวัดในที่ต่างๆอีกมากมายลักษณะของงูขนาดใหญ่มีเกล็ดสีสันสดใสบางก็ว่าสีมีมากถึง7สีคู่ปรับของพญานาคนั้นไม่ได้มีเพียงแค่พญาครุฑเท่านั้นยังมีตำนานเล่าว่าในมุมมืดหนึ่งมีสัตว์ในพงศาวดารอีกตัวได้แอบอยู่ในความมือมิดจ่องมองพญานาคอยู่อย่างเงียบๆรอคอยโอกาศที่จะกลืนกินพญานาคหากไม่ทันระวังตัวนั่นก็คือ เหรา หรือ เงือกงู เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของคำพริกแพงที่กลายมาเป็นคำว่ามงกรในปัจจุบัน

บางครั้งถูกเรียกว่าเงือกกลือนาค บ้างก็เรียกตัวสำรอก เป็นสัตว์ในตำนานอีกประเภคหนึ่งที่จะปรากฏตัวให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในงานศิลปวัดวาอารามแต่คนทั่วไปกับไม่รู้จักและไม่ได้สังเกตุเห็นพวกมันด้วยซ้ำ เหรา นั้นมีลักษณะคล้ายกับงูใหญ่จะมีเท้าสั้นๆใส่ได้ทั้งบนบกและในน้ำมีความคล้ายคลึงระหว่างจระเข้กับพญานาคจะกินเนื้อเป็นอาหารและยังมีชื่อเรียกอื่นๆเช่น มงกรคล้ายนาค หรือ ตัวกินนาค  

ตำนานเรื่องเล่าของ เหรา  เหราได้ปรากฏตัวตำนานกำเนิดแม่น้ำโขงที่เชื่อกันว่าที่จริงแล้วแม่น้ำที่รู้จักกันดีของชาวอีสานแห่งนี้ได้เกิดขึ้นมาจากพญานาคสองตัวมีนามว่า ทยะมูล ทิยาวะ ที่ปกครองหนองน้ำขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่าหนองแสงปกครองอยู่คนละด้านและได้เกิความไม่เข้าใจทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรกจนบรรดาเหล่าสัตว์ที่อยู่บริเวณนั้นบาดเจ็บและได้ตายเป็นจำนวนมากพระอินทร์ทรงใช้ให้พระวิศวกรรมลงมาปรามซึ่งโดยเทพองค์นี้ได้ส่ง เหรา ลงมาสู้รบขับไล่พญานาคเจ้าปัญหาทั้ง3ตนพญานาคนั้นต่อสู้กับพลังของ เหรา ไม่ได้และก็ได้แพ้ไปแต่เพราะความกลัวจะถูก เหรา จับกินก็จึงได้พากันหลบหนีไปจากนั้นก็ได้ทิ้งร่องรอยการเลื้อยหนีของพญานาคและจึงได้กลายมาเป็นแม่น้ำโขงอย่างที่ได้เห็นกันในปัจจุบัน

สำหรับประวัติศาสตร์ที่เล่าขานมานั้นถือได้ว่าเป็นตำนานที่เรานั้นควรศึกษา จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ขึ้นอยู่กับส่วนบุคคลโดย คนเหล่านั้นจะเป็นผู้ตอบเองว่าเขาเชื่อหรือไม่ แต่นั้นก็ไม่ได้บ่งบอกว่าจะเป็นเรื่องที่ผิด ซึ่งเราศึกษาไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร และยังถือได้ว่าเป็นตำนานที่เรานั้นคาดไม่ถึงอีกด้วย โดยตำนานหรือประวัติศาสตร์อาจจะถูกสร้างขึ้นมาจากเรื่องจริงหรืออาจจะเป็นการแต่งเพื่อความบันเทิงก็ตาม แต่ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามและน่าอ่านยิ่งนัก

ตำนานปาฏิหาริย์หลวงพ่อโต แห่งวัดบางพลีใหญ่

หลวงพ่อโตแห่งวัดบางพลีใหญ่เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นพระพุทธรูปที่อยู่คู่มากับจังหวัดสมุทรสงครามมาช้านานแล้ว

โดยมีตำนานกล่าวขานถึงพระพุทธรูปองค์นี้ว่า องค์หลวงพ่อโตนี้ได้ลอยตามน้ำมาและซึ่งมีหลายครั้งที่ชาวบ้านพยายามจะนำองค์พระพุทธรูปขึ้นมาจากแม่น้ำแต่ก็ไม่สามารถทำได้ จนชาวบ้านต้องบรวงทรวงขอให้องค์พระพุทธรูปลอยไปจนกว่าจะเจอสถานที่ที่อยากให้ประดิษฐานอยู่แล้วจึงค่อยหยุด ซึ่งปาฏิหาริย์นี้ก็เกิดขึ้นที่บริเวณหน้าวัดบางพลีใหญ่แห่งนี้ ซึ่งแต่เดิมนั้นวัดบางพลีใหญ่นี้ชาวบ้านต่างเรียกกันว่า วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม และเมื่อท่านมาถึงหน้าวัดแล้วหยุดนิ่งไม่ลอยไปที่ไหน

ชาวบ้านจึงได้ทำพิธีอัญเชิญท่านขึ้นมาประดิษฐานเอาไว้ทีโบสถ์ภายในวัดบางพลีใหญ่แห่งนี้ แล้วตำนานปาฏิหาริย์ขององค์พระพุทธรูปของหลวงพ่อโตก็เกิดขึ้นนับจากนั้นอีกนับครั้งไม่ถ้วน เริ่มจากการที่องค์ท่านเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งตอนที่ชาวบ้านจะนำท่านมาไว้ที่โบสถ์ ก็ได้มีการวัดตัวท่านแล้วว่า ประตูทางเข้าโบสถ์กับพระพุทธรูปนั้นสามารถยกเข้าได้แต่อาจจะเกือบพอดีกับประตูทางเข้านิดหน่อย ซึ่งวัดหน้ากว้างตรงหน้าตักของท่านแล้วพบว่า กว้างอยู่ที่3 ศอก 1 คืบ ส่วนประตูทางเข้าโบสถ์กว้างกว่านิดหน่อย

และเมื่อชาวบ้านพากันแบกท่านมากลับพบว่าไม่สามารถนำท่านเข้าไปในโบสถ์ได้เพราะองค์ท่านใหญ่กว่าโบสถ์มากนัก ซึ่งชาวบ้านต่างกันมั่นใจแล้วว่าได้วัดขนาดประตูแล้วว่าพระพุทธรูปเข้าโบสถ์ได้แน่นอน เมื่อเห็นดังนั้นชาวบ้านจึงได้ทำการจุดธูปเพื่อบอกกล่าวกับพระพุทธรูปหลวงพ่อโต ขออัญเชิญท่านเข้าไปประดิษฐานด้านในโบสถ์ เพื่อที่จะได้อยู่ที่วัดแห่งนี้แล้วคอยช่วยเหลือชาวบ้านให้พ้นเคราะห์ หลังจากจุดธูปเสร็จชาวบ้านก็สามารถนำพระพุทธรูปหลวงพ่อโตเข้าประตูโบสถ์ได้อย่างง่ายดายและยังมีที่เหลือว่างระหว่างประตูโบสถ์กับพระพุทธรูปเหลืออีกเยอะมาก

ซึ่งเป็นที่มาให้ชาวบ้านต่างเลื่อมใสศรัทธากันมากขึ้น และหลังจากนั้นก็ยังมีปาฏิหาริย์ให้ชาวบ้านและพระสงฆ์เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง เช่น ทุกวันพระขึ้น 15 ค่ำ เมื่อถึงเวลายามดึก ชาวบ้านที่เดินผ่านมาทางโบสถ์จะได้ยินเสียงสวดมนต์ทุกครั้งดังอยู่ในบริเวณโบสถ์ที่พระพุทธรูปหลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่และมีหลายครั้งที่ชาวบ้านได้เข้ามาพิสูจน์ดูว่ามีใครมาสวดมนต์หรือไม่กลับไม่พบเห็นใครเลย และชาวบ้านมักจะพบเห็นว่าจะมีพระภิกษุที่ดูชราภาพมากแล้ว แถมจีวรที่สวมใส่เก่ามากจะมายืนอยู่ตรงหน้าโบสถ์และก็เห็นว่าเดินหายเข้าไปในโบสถ์อยู่บ่อยบ่อย

 

ตำนานพระแก้วมรกตจากเวียงจันทร์มาไทย

 

  หากใครที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ และค้นหาข้อมูลของพระแก้วมรกตมาบ้างจะรู้ว่าการค้นพบพระแก้วมรกตครั้งแรกนั้นถูกค้นพบว่าวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจ หลังจากนั้นก็ถูกอัญเชิญไปไว้ที่เองลำปางก่อนที่มีการอัญเชิญไปไว้ที่เมืองเชียงใหม่ และหลังจากอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ  84 ปีก็ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทร์ โดยพระเจ้าไชยเชษฐาที่หลบหนีการบุกโจมตีของพม่าย้ายไปอยู่ที่เมืองเวียงจันทร์และหลังจากนั้นเป็นต้นมาพระแก้วมรกตก็ได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทร์นั่นเป็นต้นมายาวนานถึง 215 ปีด้วยกัน

ก่อนที่ประเทศไทยจะได้รับพระแก้วมรกตกลับคืนมาสู่ราชธานี โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี  2310 ซึ่งในตอนนั้นพม่าได้ทำการบุกเข้าโจมตีเมืองพระนครศรีอยุธยา และไม่นานหลังจากนั้นพระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้ตีเอาเมืองอยุธยากลับคืนมาได้โดยใช้ระยะเวลาทั้งหมดนานถึง 15 ปีด้วยกันในการทำให้กรุงศรีอยุธยากลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งโดยพระองค์จะมีเจ้าพระยามหากษัตรศึกคอยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่และคอยเป็นทั้งเพื่อนและทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในการนำทัพออกไปรบฆ่าฟันกับพม่า

และไม่นานพระเจ้าตากก็สามารถบุกไปตีเวียงจันทร์และทำการยึดครองเวียงจันทร์มาได้สำเร็จ โดยได้เวียงจันทร์มาเป็นเมืองขึ้นและในครั้งนั้นเองที่ได้มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาประดิษฐานที่ประเทศไทยซึ่งในสมัยนั้นตรงกับสมัยกรุงธนบุรีในปี พ.ศ. 2321 หลังจากที่พระเจ้าตากอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาแล้วก็ได้นำพระแก้วมรกตไปประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณ ซึ่งพระแก้วมรกตก็ได้อยู่ที่วัดอรุณจนพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคต และหลังจากพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคต

จึงได้มีการปราบดา เจ้าพระยามหากษัตรศึกขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 นั่นเอง หลังจากนั้นรัชกาลที่ 1 ก็ได้ทำการย้ายราชธานีมาอีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานด้วย ซึ่งที่ตั้งใหม่นี้ก็คือกรุงเทพมหานครในปัจจุบันนั่นเอง โดยในครั้งรัชกาลที่ 1 ทรงได้โปรดให้ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเอาไว้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ซึ่งในครั้งในได้มีการจัดงานสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ 3 วัน 3 คืนเลยที่เดียว ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมาพระแก้วมรกตก็ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  ซึ่งก็คือวัดพระแก้วในปัจจุบันนั่นเอง

ถ่ายภาพสวยด้วยการฝึกหามุมมอง

เคยเห็นภาพถ่ายของใครหลายๆ คนหรือไม่ แล้วเรารู้สึกแปลกใจว่าทำไมมันสวยจัง ความเชื่ออย่างหนึ่งที่หลายคนนั้นมักจะคิดต่อคนที่ถ่ายภาพนั้นออกมาว่า เขาจะต้องเรียนถ่ายรูปมาแน่ๆ ถึงได้ถ่ายภาพออกมาสวย ดูเป็นงานศิลปะมาก มีการจัดวางองค์ประกอบภาพที่ หรืออีกต่างๆ มากมาย

และอีกหนึ่งสิ่งคือทุกคนมักจะบอกว่าคนที่ถ่ายภาพสวยจะต้องมีพรสวรรค์เรื่องศิลปะอย่างแน่นอน ว่าด้วยการถ่ายภาพที่เราจะได้ยินบ่อยคือ “แค่มีกล้อง ก็ถ่ายรูปได้แล้ว” จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องจริงนั้นแหละ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีกล้องแล้วจะถ่ายรูปออกมาใช้ได้ทุกภาพจริงไหม มันจะเป็นไปได้หรือไมถ้าหากว่าเราไม่ได้ไปเรียนพิเศษวิชาถ่ายภาพ หรือเรียนจบมาจากสาขาการถ่ายภาพโดยตรง แล้วอยากที่จะมีภาพสวยๆ ไว้ลงอวดคนอื่นบ้าง ขอบอกเลยว่าได้อย่างแน่นอน สิ่งแรกที่คุณควรทำความเข้าใจก่อนเลยคือ คุณไม่จำเป็นต้องหาซื้อกล้องราคาแพงมาใช้ก็ได้ ลองฝึกจากการถ่ายภาพง่ายๆ

ด้วยกล้องของโทรศัพท์ก่อน เพราะเราไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วถ้าคุณไม่ได้ชอบการถ่ายภาพ คุณอาจจะต้องเสียเงินไปฟรีๆ เลยก็ได้ และยิ่งถ้าหากคุณเป็นมือใหม่เรื่องการซื้อกล้องนั้นจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีเป็นอย่างมาก เอาล่ะเดี๋ยวเรามาเข้าเนื้อหากันเลยดีกว่า คุณอย่าพึ่งโทษตัวเองนะว่าคุณไม่มีความสามารถทางด้านศิลปะ อันที่จริงแล้วถ้าเราไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ก็ไม่เป็นไร แต่เราก็สามารถที่จะสร้างมันขึ้นมาทีละเล็กละน้อยได้ การถ่ายภาพให้สวย แบบที่คุณไม่เคยได้เรียนถ่ายภาพมานั้นคือ

จะต้องฝึกค้นหามุมมองใหม่ๆ ฟังดูแล้วอาจจะดูเข้าใจยาก ลองมาอธิบายให้เข้าใจมากขึ้นอีกนิดหน่อยเป็นไง โดยปกติแล้วทุกๆ อย่างรอบตัวที่เรามองเห็นนั้น เราจะบอกมันด้วยมิติเดียวหรือด้านเดียวที่เรามองเห็นด้วยสายตา แต่การจะมองหามุมมองใหม่ๆ นั้นเราอาจจะต้องมองให้ลึก ขยับซ้ายหรือขวา ให้เห็นด้านอื่นๆ ด้วย และถ้าหากว่ายังมองไม่เห็นเราสามารถหาตัวช่วยจากหนังสือที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพมาสักเล่ม มันอาจจะช่วยให้คุณบอกภาพเป็นเชิงซ้อนได้มากขึ้นก็ได้ พูดง่ายๆคือ เพียงแค่คุณลองหามุมมองใหม่ที่ปราศจากการที่คุณเห็นมันอยู่เป็นประจำจนชินตาอยู่แล้วนั้นเอง

การที่เราสามารถถ่ายภาพมุมใหม่ๆ ได้มากขึ้น มันจะทำให้คุณมีความสังเกตเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้การฝึกถ่ายภาพจากมุมมองต่างๆ จะทำให้เราเข้าใจทุกสิ่งหลากหลายด้าน ไม่ใช่เพียงแค่ด้านเดียวที่เรานั้นมองเห็นเท่านั้น และคุณจะชำนาญในการถ่ายภาพเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

โศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงของประเทศกัมพูชา

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยุคเขมรแดงโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงของประเทศกัมพูชา”

หลายๆคนอาจจะพอเคยได้ยิน คำว่าเขมรแดงมากันอยู่บ้างแล้ว แต่อาจจะยังไม่ค่อยรู้ว่าจริงๆแล้วเขมรแดงนั้นคืออะไร เพราะว่ามันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเกิดขึ้นมานานพอสมควรแล้ว แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ได้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเกิดขึ้น หรือหลายๆท่านอาจะพอได้ยินเรื่องของทุ่งสังหารมาพออยู่บ้าง ดังนั้นวันนี้เราจะมาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเขมรแดงกันว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เขมรแดงเป็นคำที่ใช้เรียกตัวแทนแห่งความสำเร็จของระบอบการปกครองแบบเผด็จการในคราบของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งได้กุมอำนาจมาในช่วงหนึ่งของการปกครองที่ประเทศกัมพูชา เป็นการปกครองเพื่อแสดงถึงจุดยืนในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยมีแนวคิดและอุดมการณ์แบบปฎิวัติเบ็ดเสร็จ ที่มีการดูแลรักษาเผด็จการโดยชนชั้น กรรมมาชีพ ที่แสดงถึงจุดยืนท่ีแน่วแน่ในการปกครอง 

ซึ่งสิ่งแรกที่กลุ่มเขมรแดงได้ปฎิบัติหลังจากที่ได้ยึดอำนาจแบบ 100% แล้ว นั้นก็คือการบังคับให้ประชาชนชาวกัมพูชา นั้นต้องทำการเกษตรและต้องใช้แรงงานกันในพื้นที่ที่ชนบท เพื่อเป็นการแบ่งแยกศัตรูทางชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร เชื้อพระวงศ์ ผู้ที่มีการศึกษา และผู้ที่มีวิชาชีพในด้านต่างๆ โดยทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้นได้ถูกกำจัดทิ้งทั้งหมด จึงทำให้ในเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องมีผู้ที่เสียชีวิตถึง 850,000 ไปจนถึง 3 ล้านคน และเมื่อยิ่งเทียนกับอัตราส่วนของประชากรในประเทศ ถือเป็นเรียกได้ว่าแทบจะฆ่าล้างประเทศเลยก็ว่าได้ ซึ่งในตอนนั้นประชากรในประเทศกัมพูชามีเพียงแค่ 7.5 ล้านคนเท่านั้น ถือเป็นการสังหารหมู่ที่รุนแรงและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก 

กลุ้มเขมรแดงนั้นได้ใช้เวลาในการปกครองประเทศกัมพูชายาวนานถึง 4 ปี จนในปี .. 2522 กลุ่มกองกำลังของเขมรแดงก็ได้เสื่อมอำนาจลง เพราะได้ถูกบุกรุกโดยเวียดนาม ซึ่งการจากการที่เขมรได้สร้างฐานที่มั่นเอาไว้ในไทย จุงยังส่งผลให้สามารถที่จะพยุงอำนาจต่อไปในอีกซักพัก ซึ่งในปี .. 2539 ขบวนการของเขมรแดงก็ได้เสื่อมอำนาจลงอย่างเป็นทางการ แต่ว่า พล พต หัวหน้าของกลุ่มเขมรแดงก็ไม่ได้รับการพิจารณาคดี จากการที่เขาได้ทำการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ จนแม้กระทั่งวินาทีที่เขาเสียชีวิต ในวันที่ 15 เมษายน ปีพ.. 2541 ประชาชนก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรมจากเขา รวมไปถึงอีกคนอย่าง ตา ม็อก อดีตผู้นำของเขมรแดง ที่แม้แต่จนกระทั่งวันที่เขาตาย คดีการสั่งหารประชาชนก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาเช่นเดียว

และนี่ก็ถือเป็นโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองที่น่าเศร้าเสียใจที่สุด จากการที่คนเหมือนกันได้ฆ่ากันเองเพียงเพราะอำนาจ และการปกครองแบบเผด็จการ ที่ไม่ว่าใครที่คิดจะเห็นต่างก็ได้ถูกกำจัดออกไปอย่างน่าสงสาร และก็มันถือว่าเป็นตัวอย่างที่เราคนไทยเห็นแล้วก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับคนไทยที่ ปัจจุบันเราก็เหมือนได้ถูกปกครองโดยเผด็จการในคราบของประชาธิปไตยจอมปลอม

 

ได้รับการสนับสนุนเรื่องราวจาก  สมัคร gclub slot ไม่มีขั้นต่ำ